DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง (2) โดย คุณ Lin

หลายครั้งผมเคยนั่งนึกอยู่เสมอ ๆ ว่าคนเราทุกคนต่างกันอย่างไร ก็มีทุก ๆ อย่างเหมือนกันตั้งแต่เกิด ความแตกต่างค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ก็ใช้เวลาที่ยาวนานกว่าสิบ ๆ ปี จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เราเห็นภาพคนสองคนต่างกันราวกับฟ้าดิน ผมว่าสิ่งที่อธิบายปรากฎการณ์การทบต้นที่ดีที่สุดนอกจากทางตัวเลขอย่างดอกเบี้ยทบต้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในกิจการที่มี DCA ก็ช่วยให้เราเห็นได้ดี (เช่นลิง Homo sapiens บรรพบุรุษมนุษย์เราใช้ 2 ล้านปี ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง จนคุณตกใจในสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นมาได้ใน 100 ปีล่าสุดของประวัติศาสตร์ของลิงประเภทนี้)


ความแตกต่างเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา นี่คือหัวใจของ DCA

เหมือนครั้งที่ผมมองบริษัทที่เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของ DCA ที่แข็งแรง ในหนังสือหลาย ๆ เล่ม อย่างบริษัท Gillette หรือ Disney ถ้ามองใบมีดโกนซึ่งไม่น่าจะมีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนอะไรเลย การผลิตเพื่อเลียนแบบสินค้านี้ไม่น่าจะทำได้ยาก แต่ถ้าดูในข้อเท็จจริงด้านการใช้งาน ผมยังไม่เคยใช้มีดโกนยี่ห้ออื่นที่มีคุณภาพเทียบเท่า หรือถ้าจะหาซื้อยังคิดไม่ออกว่าจะต้องซื้อที่ไหน หรือยี่ห้อชื่ออะไร (ยกเว้นพวกของแถมที่เอามาจากโรงแรมต่าง ๆ)

ถ้าลงไปดูผลิตภัณฑ์ ก็จะเห็นได้ว่ามีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่จำเป็นต้องยึดติดที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบที่เยอะมาก ๆ ที่สร้างคูน้ำของธุรกิจให้แข็งแรง (บัฟเฟตใช้คำนี้ว่า Moat) ทุกกิจการเหมือนปราสาทที่สร้างขึ้นมา ย่อมมีคู่แข่งที่จ้องจะยึดเอาปราสาทตลอดเวลา สิ่งจำเป็นไม่ใช่กองทัพที่แข็งแรงที่จ้องจะโจมตีผู้อื่น แต่กลับเป็นคูน้ำที่คอยคุ้มครองราษฎรเบื้องหลังคูน้ำและกำแพงนั้น ปรัชญานี้เราจะพบเห็นได้ในภูมิปัญญาตะวันออกอย่างหมากล้อม ถ้าเราเข้มแข็ง คู่แข่งจะอ่อนแอเอง จ้องจะสร้างบริเวณให้เข้มแข็ง แต่มิใช่เพื่อทำลาย

เพื่อให้มีกรอบกว้าง ๆ ผมลองมองลักษณะกิจการที่มี DCA สูง ๆ บ้างว่ามักจะมีส่วนคล้ายกันอย่างไรบ้าง

1. มักจะอยู่ในธุรกิจเป็นเวลายาวนาน (เพื่อเพียงพอที่จะสร้างคูน้ำ หรือพิสูจน์ว่าคูน้ำแข็งแรงพอ)
2. มักจะมีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ซ้ำ ๆ อยู่เป็นเวลานาน (เพื่อเพียงพอที่จะสร้างความชำนาญในการสร้างคูน้ำของตัวเอง)
3. มักจะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองต่อไป (เพื่อที่จะไม่ต้องแบ่งสรรกำลังไปสร้างปราสาทในบริเวณใหม่)
4. มักจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่มาก (เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรจะสูญไปอย่างไร้ค่า กับสิ่งที่ไม่ใช่คูน้ำหรือกำแพงแบบง่าย ๆ แต่ใช้งานได้ดี)
5. มักจะไม่มีความจำเป็นในการย้ายถิ่นที่อยู่ไปที่อื่น เพื่อหาวิธีสร้างผลผลิตใหม่ ๆ ที่พื้นที่เดิมไม่มี (ใครจะไปชอบย้ายที่อยู่ และสร้างคูน้ำใหม่อยู่ตลอดเวลาล่ะ)
6. มักจะอยู่ในพื้นที่ ๆ สามารถผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมั่นใจว่าสามารถขายได้ตลอดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน (คูน้ำที่สร้างไว้ จะได้ใช้ได้ตราบชั่วลูกชั่วหลาน)
7. มักจะผลิตสินค้าหรือบริการที่คนชอบใช้ซ้ำ ๆ (แน่นอนว่า พลเมืองข้างเคียงจะชอบกลับมาใหม่ได้บ่อย ๆ)
8. มักจะผลิตสินค้าหรือบริการที่ไม่ซับซ้อน (เพื่อให้ชาวบ้าน ในเมืองข้างเคียงมาเลือกซื้อได้ทุกชนชั้น)

ในยุคกลาง อัศวินจะเลือกชัยภูมิที่มีคุณภาพดีมาสร้างเมืองของตัวเอง โดยดินน้ำอุดมสมบูรณ์สามารถทำเกษตรกรรม กสิกรรม หรือปศุสัตว์ ที่ขายได้ตลอด มีปราการธรรมชาติเป็นของตัวเอง และสิ่งที่อัศวินต้องทำคือขุดคูน้ำอย่างเดียว เมื่ออัศวินมั่นใจว่าเศรษฐกิจในเมืองแข็งแรง คูน้ำกว้างขวาง ก็จะยิ่งดึงดูดพลเมืองข้างเคียงมาอยู่ในเขตขันธสีมา สิ่งที่เหลืออยู่คือรอเมืองที่อ่อนแอกว่าข้าง ๆ ยอมศิโรราพ และสวามิภักดิ์ โดยมิได้จำเป็นจะต้องมีตำราพิชัยสงครามที่อธิบายเรื่องราวยาก ๆ มาอยู่ในมือเลย แม้แต่เล่มเดียว


ปราสาท Caerphilly ใน Wales ผมชอบปราสาทแห่งนี้มาก ๆ ใครเที่ยว Cardiff อย่าลืมแวะไปนั่งรถไฟแค่ครึ่งชั่วโมง เป็นปราสาทที่ใหญ่อันดับสองของสหราชอาณาจักรรองแค่ Winsor เพราะมีคูน้ำที่แข็งแรงกว้างขวาง เป็นปราสาทที่ไม่มีใคร(กล้า)มาโจมตีเป็นระยะเวลายาวนาน เนื่องจากความแข็งแรงจากโครงสร้างการป้องกัน (ง่าย ๆ ด้วยคูน้ำ)

โดย: คุณ Lin
credit: http://10000li.net/2011/07/31/answerdca2/

~ by entaneer on October 28, 2011.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: