เป้าหมายที่เหนื่อยหนัก โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนหรือเล่นหุ้น ในตลาดนั้น  ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมักรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อยและ เครียด  โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็น  “ขาลง”  อย่างไรก็ตาม  แต่ละคนน่าจะมีอาการดังกล่าวไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับวิธีการและเป้าหมายในการ ลงทุน  ลองมาดูกันว่าการลงทุนหรือเล่นหุ้นแบบไหนจะทำให้เหนื่อยและเครียดกว่าปกติ

เรื่องแรกที่ผมเห็นว่าเป็นตัวทำให้รู้สึกเหนื่อยและเครียดมากก็คือ  การพยายามทำ  “ผลตอบแทนสูงสุด”  นั่นก็คือ  เขาพยายามทำผลตอบแทนสูงสุดในเวลาอันสั้น  คนที่คิดและทำแบบนี้มักจะเหนื่อยหนักและเครียดจัด  เพราะในบางช่วงบางตอนของชีวิตสิ่งต่าง ๆ  อาจไม่เป็นไปตามที่คาด  ตัวอย่างของเซียนระดับโลกที่ใช้กลยุทธ์นี้คนแรกก็คือ  เจสซี ลิเวอร์มอร์ นักเก็งกำไรระดับโลก  ซึ่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีระดับของความผันผวนของราคาสูงมากเช่นพวกสินค้า โภคภัณฑ์โดยใช้มาร์จินหรือการกู้เต็มที่และทุ่มเงินทั้งหมดลงในการลงทุน เพียงตัวเดียวไม่มีการกระจายความเสี่ยง  ผลก็คือ  ในบางช่วงบางตอนเขาสร้างกำไรหรือผลตอบแทนน่าจะเป็นพัน ๆ  เปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้นและทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐี  เป็น  “เซเลบ” ระดับชาติในเวลาข้ามคืน  แต่ในบางช่วงที่เขาคาดผิดหรือเหตุการณ์ไม่เอื้ออำนวย  เขาก็ขาดทุนอย่างหนักจนล้มละลายภายในเวลาอันสั้นเช่นเดียวกัน  ผลก็คือ  เขาเหนื่อยและเครียดจัด  และหลังจากการร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีและการเป็นคนล้มละลายประมาณ 3 รอบ   เขาก็ฆ่าตัวตาย  ทิ้งไว้แต่ตำนานของการเป็น  “นักเก็งกำไรสุดยอด” ของโลกคนหนึ่ง

ในแวดวงของเซียนหุ้นแบบ VI ระดับโลกนั้น  ชื่อของ ปีเตอร์ ลินช์ เป็นตำนานของผู้บริหารกองทุนรวมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคนหนึ่ง  ผลงานการลงทุนของเขาก็คือ  เขาทำได้ปีละประมาณ 30%  แบบทบต้นเป็นเวลาติดต่อกันประมาณ 13 ปี  นี่เป็นผลตอบแทนที่สูงลิ่วจนไม่น่าเชื่อ  แต่ ปีเตอร์ ลินช์  บอกว่าเขาต้องแลกมาด้วยชีวิตส่วนตัวที่เหนื่อยหนักแทบไม่มีเวลาพัก  ไม่มีเวลาให้กับลูก ๆ  ที่กำลังโต  และเขากลัวว่าเขาอาจจะต้องตาย “ก่อนวัยอันควร” เนื่องจากการทำงานที่หนักเกินไป   ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจ  “เกษียณก่อนกำหนด”  และกลายเป็นตำนานที่ยืนยงต่อมาจนถึงทุกวันนี้

บิล มิลเลอร์  ผู้บริหารกองทุนอีกคนหนึ่งที่เน้นการลงทุนในหุ้นไฮเท็คที่มีราคาหวือหวาและ เป็นหุ้นที่  “เก็งกำไรสุด ๆ”  โดยเฉพาะในช่วง 10 ปี ของทศวรรษ 1990  นี่ก็เป็นกลยุทธ์ที่  “เหนื่อยหนัก”  เพราะหุ้นไฮเท็คนั้นเวลาที่ดีอาจจะดีสุดยอด  แต่เวลาตกนั้นก็จะตกแบบน่าใจหาย  ผลก็คือ  ในช่วงที่ดีนับเป็นเวลาน่าจะเป็นสิบปี  บิล มิลเลอร์ สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับกองทุนได้สูงมากยิ่งกว่าของ ปีเตอร์ ลินช์ และกำลังจะกลายเป็นตำนานในระดับเดียวกัน  โชคไม่ดี  ฟองสบู่หุ้นไฮเท็คแตกเสียก่อน  ทำให้ชื่อเสียงของมิลเลอร์ ตกต่ำลงไปและอาจจะทำให้เขาเป็นเพียงคนที่  “เคยเป็นเซียน”

กลับมาที่นักลงทุนธรรมดาในบ้านเรา  ผมคิดว่าคนที่หวังรวยเร็วและอาจได้เห็นตัวอย่างของเพื่อนหรือ “เซียน” หุ้นที่มีชื่อเสียงที่สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้มโหฬารอย่างไม่น่า เชื่อในเวลาอันสั้น  จึงหาทางเพิ่มผลตอบแทนของตนโดยการซื้อขายหุ้นที่เป็นหุ้นเก็งกำไรที่มีความ ผันผวนของราคาสูง  ในเวลาเดียวกันก็ใช้มาร์จินในการลงทุนเต็มที่  และในเวลาเดียวกันไม่มีการกระจายความเสี่ยงที่เพียงพอ  ทุ่มเงินซื้อหุ้นเพียงตัวสองตัว  การลงทุนแบบนี้   ในภาวะที่ตนเองคาดการณ์ถูกและสถานการณ์เอื้ออำนวย  ผลตอบแทนก็จะสูงลิ่วและอาจจะทำให้  “รวยไปเลย”  อย่างไรก็ตาม  ในสถานการณ์ตรงกันข้าม  เขาก็อาจจะ “แย่ไปเลย”  แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  ความเหนื่อยและความเครียดน่าจะมีอยู่ตลอดเวลา  จิตใจและอารมณ์อาจจะผูกพันอยู่กับการขึ้นลงของราคาหุ้น  ผมเองไม่แน่ใจว่าความสุขที่ได้จากการขึ้นของราคาหุ้นจะสามารถชดเชยกับความ กังวลและความเครียดที่หุ้นตกลงมาจะคุ้มไหมโดยเฉพาะถ้าผลตอบแทนก็ไม่ได้สูง กว่าปกติไปมากมายนัก

คนที่ตั้งความหวังการลงทุนสูงกว่า 10-15% ต่อปีโดยเฉลี่ยแบบทบต้น  เช่นหวังถึงปีละ 25-30 หรือแม้แต่ 40-50% ต่อปี   คนที่หวังจะมีเงินที่ได้จากการลงทุนเป็น 10  100  หรือ  1000 ล้านบาท  หรือตั้งเป้าจะมี  “อิสรภาพทางการเงิน” ภายในเวลา 5-10 ปี  หรือเมื่อตนเองอายุเพียง 30-40 ปี  ทั้ง ๆ  ที่เป้าหมายแบบนั้นโดยอัตราผลตอบแทนปกตินั้นเขาไม่สามารถจะบรรลุได้   อย่างไรก็ตาม  เขาคิดว่าด้วยผลตอบแทนที่เขาทำได้ในช่วงเวลานี้ที่เขาทำได้สูงมาก  เขาคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยากที่เขาจะทำได้ต่อไป  และถ้าเป็นอย่างนั้น  ความฝันของเขาก็จะเป็นจริง  แต่นี่ก็จะเป็น “เป้าหมายที่เหนื่อยหนัก”  ที่เขาสร้างให้กับตัวเอง  และเขาอาจจะรู้สึกเหนื่อยและเครียดเมื่อสถานการณ์การลงทุนเริ่มพลิกผัน  กลยุทธ์ที่ทำกำไรได้อย่างรวดเร็วไม่เป็นไปตามที่เคย  บางทีเขากลับขาดทุนอย่างหนัก  โดยรวมแล้ว  การตั้งเป้าและใช้วิธีหรือกลยุทธ์ในการลงทุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้อาจจะ ยังอยู่ในระดับน่าพอใจแต่ก็ไม่เข้าใกล้เป้าหมายที่เคยฝัน  แต่คำถามก็คือ  “คุ้มไหม”  กับการเหนื่อยหนักและความเครียดที่เกิดขึ้น

การลงทุนโดยคอยเปรียบเทียบผลงานกับเพื่อนฝูงหรือคนรู้จัก  เป้าหมายก็คือ  สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าหรือมีเงินมากกว่าหรือมีพอร์ตใหญ่กว่า  มีคนยอมรับมากกว่า  หวังมีชื่อเป็น “เซียน” คนหนึ่งในแวดวงการลงทุน  เหล่านี้ทำให้กลยุทธ์หรือวิธีการลงทุนอาจจะเปลี่ยนไป  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด  นี่เป็นความคิดที่ทำให้  “เหนื่อยหนักและเครียด”  บางทีแม้ว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจมาก  แต่เมื่อไปเทียบกับอีกคนหนึ่งที่บางทีก็ไม่  “เก่งกว่า”  แต่เรากลับ “แพ้เขา”  ความทุกข์ก็เกิดขึ้น  ธรรมชาติของคนก็มักชอบที่จะเปรียบเทียบกับคนที่อยู่เหนือกว่าแล้วก็ต้องการ เอาชนะ  ดังนั้น  การเปรียบเทียบนั้น  ส่วนใหญ่ก็มักจะนำความเหนื่อยและความเครียดมาให้เสมอ

ผมเองผ่านชีวิตการลงทุนมายาวพอสมควร  ผ่านสถานการณ์ตลาดหุ้นมาทุกรูปแบบทั้งที่ดี  ดีเยี่ยม  เลว  เลวร้ายจนเป็นวิกฤติ  เป็นแบบนี้มาหลายครั้ง  ผมพยายามทบทวนความรู้สึกย้อนหลังไปในสถานการณ์ต่าง ๆ  ในอดีตแล้วก็พบว่า  ความเหนื่อยและความเครียดนั้น  บ่อยครั้งไม่ได้สัมพันธ์กับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน  ช่วงที่ลงทุนแล้วมีความสุขที่สุดดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงที่  “ลงทุนอยู่คนเดียว”  ตลาดเหงาหงอย  ไม่มีเวบไซ้ต์การลงทุน  ข่าวเกี่ยวกับหุ้นแทบไม่มี  ราคาหุ้นขึ้นลงน้อยมากในแต่ละวัน  แต่ผลตอบแทนที่ได้ในรอบปีก็ “น่าประทับใจ” ที่ 20%  ที่สำคัญ  บริษัทที่เราลงทุนก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง  เอาชนะคู่แข่งได้และเติบอย่างมั่นคง  อนาคตระยะยาวสดใส  บางทีเราอาจจะส่งต่อให้ลูกหลานได้อย่างภาคภูมิใจ  ราคาหุ้นก็ขึ้นมาบ้างตามฐานะของกิจการ  ดัชนีหรือผลตอบแทนของตลาดเป็นเท่าไรหรือ?  เออ  นึกไม่ออก!  ใครแคร์?  เพื่อนคนนั้นทำได้กี่เปอร์เซ็นต์?  ไม่รู้  ไม่ได้คุยกัน  เรามีพอร์ตเท่าไรแล้ว?  โอ้ว์  มากขึ้นทีเดียว  ดีใจ!  ถ้าเป็นแบบนี้อีกหน่อยก็สบาย  ไม่ต้องทำงานก็ได้  แต่ตอนนี้ก็ทำไปก่อน  ไม่ทำแล้วจะไปบอกญาติพี่น้องยังไง  ทำงานยังไงก็ได้เงินเดือนใช้จ่าย  ไม่ต้องไปกินพอร์ต  พอร์ตจะได้โตไปเรื่อย ๆ  ฯ ล ฯ  บางทีผมคิดว่า  การที่จะมีความสุขและไม่เหนื่อยจากการลงทุนก็เป็นศิลปะที่ต้องเรียนรู้ด้วย เหมือนกัน

โลกในมุมมองของ Value Investor          21 พฤษภาคม
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
credit:  http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=47918

~ by entaneer on May 28, 2011.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: