‘หมอนักเล่นหุ้น’ พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี เจ้าของพอร์ต2พันลบ.

พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี

เปิดตัว ‘คุณหมอนักลงทุน’ เจ้าของพอร์ตหุ้น 2,000 ล้านบาท ผู้เดินตามรอย ‘ดร.นิเวศน์’ จากเจ้าของ ‘พงศ์ศักดิ์คลินิค’ ผันชีวิตสู่ ‘ตลาดหุ้น’ ทั้งตัวและหัวใจ

ถ้าเห็น ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ลงทุนหุ้นตัวไหนก็มักจะเห็นชื่อ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี ลงทุนหุ้นตัวนั้นด้วยแต่…”ลงทุนมากกว่าดร.นิเวศน์” ก่อนจะมีโอกาสพูดคุยกับนพ.พงศ์ศักดิ์ เพื่อนสนิทแอบกระซิบก่อนว่า “พี่หมอวิเคราะห์หุ้นเก่งมาก เล่นหนัก-ใจกล้า ถ้าชอบตัวไหนซื้อไม่อั้น”

ชื่อของ “คุณหมอนิรนาม” รายนี้เริ่มเข้ามาอยู่ในจอเรดาร์และเริ่มเป็น “จุดสนใจ” นับตั้งแต่ปี 2552 ครั้งที่เขาเข้าไปเก็บหุ้นไอที ซิตี้ (IT) จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ “อันดับ 2” ของบริษัท จำนวน 22 ล้านหุ้น สัดส่วน 6.56% ถือหุ้นรองแค่กลุ่มผู้ก่อตั้งเอสวีโอเอของ “แจ็ค” มินทร์ อิงค์ธเนศ

จากนั้นไม่นาน นพ.พงศ์ศักดิ์ ก็โด่งดังมากขึ้น จนผู้สื่อข่าวหลายสำนักและคนในแวดวงตลาดหุ้นตามหาตัวกันจ้าละหวั่น เมื่อเขาเข้าไปไล่ซื้อหุ้นเกียรติธนา ขนส่ง (KIAT) จำนวน 20.80 ล้านหุ้น สัดส่วน 10.40% เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 จนทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุด 21 บาท จากราคาไอพีโอ 4.50 บาท 
 

ก่อนจะทยอยเก็บหุ้น KIAT เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนปัจจุบันขึ้นแท่น “อันดับ 2” จำนวน 29.90 ล้านหุ้น สัดส่วน 14.95% เป็นรองแค่เจ้าของบริษัท เกียรติชัย มนต์เสรีนุสรณ์ เพียงคนเดียว ทุกครั้งที่ “คุณหมอนิรนาม” รายนี้เข้าซื้อหุ้นเขามักทำรายการผ่าน บล.เกียรตินาคิน และแจ้งที่อยู่ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ยิ่งเพิ่มดีกรีความอยากรู้ที่มาที่ไปของ “หมอต่างจังหวัด” รายนี้ “เขาคือใคร?”   
 

สำหรับคนในแวดวง “วีไอ” คงไม่มีใครไม่รู้จักบุคคลที่ใช้นามแฝง “Imagination” (การจินตนาการ) เขาคือ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี เจ้าของคลินิกเสริมความงามชื่อดัง “พงศ์ศักดิ์คลินิค” ที่มีถึง 50 สาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีแพทย์ในสังกัดกว่า 70 คน

ประวัติชีวิตของหมอนักลงทุนรายนี้ไม่ได้มาจากตระกูลร่ำรวยแต่เป็นคนขวนขวายไม่ยอมอยู่นิ่ง นพ.พงศ์ศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 8 คน ตนเองเป็นลูกคนที่ 2 ซึ่งบิดามีอาชีพเป็นครู ส่วนมารดาเป็นแม่ค้า ส่วนตัวคุณหมอเติบโตมาจากอาชีพข้าราชการกินเงินเดือน เรียนจบคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 34 เอกสาขาหู คอ จมูก

หลังเรียนจบแพทย์ก็ไปประจำอยู่ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยา (ปัจจุบันมีลูก 3 คน ลูกชายคนโตอายุ 16 ปี ลูกชายคนรอง 13 ปี และลูกสาวคนเล็ก 8 ปี) ทำงานสายตรงสาขาที่เรียนมาเพียง 2 ปีไม่ค่อยรุ่ง จึงตัดสินใจผันตัวเองมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขา Cosmetics หลังพบว่าคลินิกที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงามกำลังมาแรง และมีแนวโน้มเติบโตสูง

เมื่อตัดสินใจหักเหสาขาวิชาชีพจึงลงทุนไปเทคคอร์สสั้นๆ เกี่ยวกับความงามโดยตรงในหลายประเทศเพื่อมาต่อยอดความรู้พื้นฐานที่มีอยู่แล้ว โดยไปหาความรู้ที่ยุโรป ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ ใช้เวลาเรียนอย่างหนักเป็นเวลา 2 ปี เรียนจบกลับมาก็มาเปิดคลินิกของตัวเองใช้ชื่อ “พงศ์ศักดิ์คลินิค” สาขาแรกที่จังหวัดระยอง

“ช่วงนั้นถือว่าชีวิตผมรุ่งเรืองมาก เพราะคลินิกได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น เนื่องจากตอนนั้นคลินิกที่เกี่ยวข้องกับความงามในจังหวัดระยองมีอยู่ไม่มากนัก การแข่งขันไม่สูงเหมือนที่กรุงเทพฯ” 
 

ปัจจุบันพงศ์ศักดิ์คลินิค มีสาขากระจายอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ มีสาขาอยู่ในกรุงเทพฯ เช่นที่รัชโยธิน, พระราม 2, พระราม 3, งามวงศ์วาน, เพชรเกษม, รังสิต, สยามสแควร์, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, ห้วยขวาง, รามคำแหง, แจ้งวัฒนะ, ทองหล่อ, ศรีนครินทร์ ฯลฯ

“พี่หมอ” ที่น้องๆ ชาววีไอ ตั้งฉายาให้ว่า “ใจกล้า มือหนัก” ใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดระยองมานานกว่า 20 ปี ก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2553 โดยพักอาศัยอยู่ในโรงแรม Emporium Suites Bangkok ด้วยการทำสัญญาเช่าปีต่อปี

เหตุผลที่นพ.พงศ์ศักดิ์ เปลี่ยนวิถีชีวิตจากคนต่างจังหวัดมาอยู่โรงแรมหรูกลางเมืองหลวง เพราะลูกๆ ทั้ง 3 คน ต้องย้ายมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติย่านพร้อมพงษ์ คาดว่าจะกินนอนอยู่ที่นี่ไปจนกว่าลูกๆ จะเรียนจบมหาวิทยาลัย ถามว่าทำไมไม่ซื้อบ้านของตัวเองคุณหมอให้เหตุผลว่า อยากรู้ว่าอยู่แบบนี้ดีกว่าอยู่บ้านอย่างไร คำตอบที่ได้หลังอยู่มาแล้ว 1 ปี ก็คือ “สะดวกกว่า-ปลอดภัยกว่า”

คุณหมอหน้าตาใสกิ๊กสมกับที่เป็นเจ้าของคลินิกความงาม ไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าเขากำลังจะมีอายุครบ 47 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ คุณหมอเปิดฉากเล่าถึง “จุดเปลี่ยน” ที่ผันตัวเองเข้าสู่ตลาดหุ้นว่าก่อนหน้านี้มีความคิดติดลบต่อวงการหุ้น เพราะคิดว่าคนที่เล่นหุ้นมีแต่จะเข้ามาเก็งกำไร แต่เมื่อได้เข้ามาสัมผัสจริงๆ ทำให้รู้ว่านักลงทุนที่ดีมีคุณภาพมีอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะนักลงทุนกลุ่ม “วีไอ” 

“ตลาดหุ้นวันนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว ที่มีแต่คนเก็งกำไร นักลงทุนสมัยนี้ก่อนจะลงทุนหุ้นหนึ่งตัวเขาจะใช้เวลาศึกษาอย่างรอบคอบ เรียกได้ว่าลงลึกในทุกๆ รายละเอียด ไม่แน่ใจอย่าหวังจะได้กินเงิน ยิ่งเขารวมตัวซื้อพร้อมกัน เชื่อหรือไม่หุ้นตัวนั้นก็จะทะยานขึ้นทันที” 

ถามถึงบุคคลต้นแบบ นพ.พงศ์ศักดิ์ กล่าวว่า หลังอ่านหนังสือ “ตีแตก” ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร จบ ก็คิดอยากก้าวขาเข้าตลาดหุ้นทันที คนนี้แหละจุดประกายชีวิตนักลงทุน ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา เพื่อนสนิท ดร.นิเวศน์  ท่านนี้ก็เป็นบุคคลต้นแบบเหมือนกัน ท่านทำให้รู้ว่านักลงทุนมันมี 2 ภาพ แต่เราจงเลือกเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพ

หนังสือ “ตีแตก” สอนให้รู้ว่า อยากเป็นเจ้าของบริษัทที่ดีๆ สักแห่ง ไม่จำเป็นต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่แล้วดูแลทุกรายละเอียด แต่เราสามารถเข้าไปเป็นหุ้นส่วนของเขาได้ ด้วยการเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทนั้นๆ ผ่านตลาดหลักทรัพย์ โดยที่เราไม่ต้องเครียด เพราะมีคนเก่ง เรียกได้ว่าเก่งกว่าเราหลายเท่ามาทำงานให้

“แต่ก่อนจะซื้อหุ้นตัวไหนผมต้องมีเหตุผลที่ดีรองรับเสมอ ไม่ใช่ซื้อโดยไร้ข้อมูล ดูสิ!ว่าราคาเหมาะสมหรือไม่ แพงไปหรือถูกไป ราคามีโอกาสไปต่อหรือเปล่า เราต้องวิเคราะห์แบบถี่ถ้วน เมื่อก่อนเคยคิดว่าจะขยายสาขาพงศ์ศักดิ์คลินิคไปเรื่อยๆ ตราบที่ความต้องการยังคงมี แต่ตอนนี้ไม่อย่างงั้นแล้ว เปลี่ยนไปหาเงินจากตลาดหุ้นดีกว่า”

นพ.พงศ์ศักดิ์ บอกว่า ในวงการ Value Investing มีคนเก่งหลายคน บางคนอายุยังน้อยแต่เขาก็ประสบความสำเร็จในการลงทุน นั่นเป็นเพราะคนเหล่านั้น เขาตั้งใจศึกษามันจริงๆ ไม่ได้เข้ามาเพื่อเก็งกำไรแล้วก็ไป 
สำหรับเงินก้อนแรกที่นำมาลงทุนเมื่อประมาณปี 2547 เริ่มต้นประมาณ 2-3 ล้านบาท ตอนนั้นยอมรับว่าลงทุนแบบไม่มีความรู้ อ่านเพียงแต่หนังสือพิมพ์  จำได้ว่าหุ้นผลิตไฟฟ้า (EGCO) กับหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นหุ้นตัวแรกๆ ที่ลงทุน

“สาเหตุที่เลือกหุ้น 2 ตัวนี้ เพราะไม่อยากเอาเงินก้อนแรกไปเสี่ยงกับหุ้นที่ไม่มีพื้นฐาน เห็นว่าราคาหุ้นไม่หวือหวาเหมือนหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่สำคัญมองว่าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่อาจมีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีในตอนนั้น บอกตรงๆ ซื้อหุ้นตอนนั้น ไม่หวังเงินปันผลหรือผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตราสูงๆ ได้แค่ 5-10% ก็มีความสุขแล้ว ผมถือหุ้น EGCO ได้ 2 ปี ก็ตัดสินใจขายทิ้ง ไม่ใช่มันไม่ดีนะ แต่เพราะคิดว่ามีตัวอื่นที่ดีกว่า ก็เลยตัดสินใจโยกเงินลงทุน”

ปัจจุบัน นพ.พงศ์ศักดิ์ นับเป็น “วีไอ” ระดับแนวหน้าของประเทศ พอร์ตลงทุนใหญ่กว่าของ ดร.นิเวศน์ แต่เจ้าตัวก็ถ่อมตัวว่า มีวีไอหลายๆ คนที่เล่นหุ้นเก่งกว่าอีก

“ผมไม่ใช่คนเก่งไม่กล้าไปแนะนำใคร (หัวเราะ) ไม่อยากแบกรับภาระ ตัวผมกำไรขาดทุนไม่เป็นไร แต่ไม่อยากให้ใครมาเดือดร้อนเพราะผม จริงอยู่ว่าพอร์ตการลงทุนของผมใหญ่ขึ้นเป็นหลักพันล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าผมเก่งกว่าคนอื่น มันเป็นโอกาสและจังหวะมากกว่า”

ความสำเร็จในการลงทุนเจ้าตัว กล่าวว่า เป็นเพราะใช้เวลาศึกษาหุ้นแต่ละตัวอย่างรอบคอบถี่ถ้วน อย่างหุ้นตัวใหญ่มีธุรกิจซับซ้อนเข้าใจยากจะใช้เวลาศึกษานานเป็นเดือนกว่าจะเข้าลงทุนไม่ผลีผลาม แต่ถ้าตัวง่ายๆ ก็ใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 สัปดาห์ 

“ผมจะใช้เวลานั่งวิเคราะห์ข้อมูลที่โบรกเกอร์ส่ง Fax มาให้อ่านหลังตลาดหุ้นปิด หลังจากตื่นเช้ามาอาบน้ำ และส่งลูกๆ ไปโรงเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็จะกลับมานั่งอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็จะหาข้อมูลต่อตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือไม่ก็เข้าไปสอบถามข้อมูลต่างๆ จากคนเก่งๆ ในบอร์ด Thaivi.org”

เมื่อหาข้อมูลเสร็จระดับหนึ่ง ก็จะใช้เวลาที่เหลือไปดูแลกิจการ (พงศ์ศักดิ์คลินิค) และแวะไปคลินิกใกล้ๆ ออกกำลัง (กาย) หน้าในคลินิก นอกจากนั้นก็มีหน้าที่อบรมพนักงานใหม่ โดยเฉพาะคุณหมอคนใหม่ที่ต้องมาประจำที่คลินิก แล้วก็จะเข้าไปดูระบบตรวจสอบและการเงินบ้าง ส่วนหน้าที่การบริหารงานหลักได้แต่งตั้งคนมาดูแลเรื่องนี้แล้ว

นพ.พงศ์ศักดิ์ กล่าวว่า กลุ่มลูกค้าของพงศ์ศักดิ์คลินิค จะเน้นเจาะตลาด “Middle to High” ที่มีค่ารักษาตั้งแต่หลัก “พันบาท” ถึงหลัก “หมื่นบาท” เราคงไม่ลงไปแข่งระดับล่างเหมือนคลินิกความงามทั่วไปที่เป็นตลาดใหญ่ ส่วนตัวคิดว่าวันนี้คนไทยรวยขึ้น เรื่องราคาคงไม่ใช่ปัญหาในการตัดสินใจ

“ช่วง 6-7 ปี สำหรับการเข้ามาคลุกคลีในตลาดหุ้น ทำให้ผมมีมุมมองใหม่ๆ นิยามการลงทุนของผมคือโอกาสชนิดหนึ่ง เพียงแต่ต้องเข้าใจมันให้มากๆ ผมเชื่อว่า “ความมั่นใจ” คือตัว “ควบคุมความโลภ” แต่ถ้าไม่เข้าใจเมื่อไร อันตราย (ความเสี่ยง) มาเยือนแน่นอน” 

โอกาสแห่งความสำเร็จที่สำคัญ นพ.พงศ์ศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า เราต้อง “กล้าโลภ” ในเวลาที่มีเหตุการณ์แย่ๆ มาเยือน และควร “กลัว” หากทุกอย่างดูดีมากๆ ฉะนั้นหากพื้นฐานธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามดัชนีที่ปรับตัวลดลงแรงๆ “คุณจงกล้าซื้อ..ในขณะที่คนอื่นกลัว”

เรื่องราวของ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี ยังไม่จบ สัปดาห์หน้าติดตาม “ทฤษฎีการเล่นหุ้น” และหลักคิดในการบริหารพอร์ต 2,000 ล้านบาท..ห้ามพลาดเด็ดขาด!! 

โดย: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
credit: http://bit.ly/j5nQtr

~ by entaneer on May 18, 2011.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: