ปัญหาในการจัดกลุ่มหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเลือกหาหุ้นลงทุนนั้น วิธีที่ดีมากและได้ผลในทางปฏิบัติแบบหนึ่ง ก็คือ การแยกแยะหุ้นออกเป็นกลุ่มๆ ตามแบบของ ปีเตอร์ ลินช์

ซึ่งแยกหุ้นออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน แต่ละกลุ่มเมื่อกำหนดได้แล้ว เราก็สามารถตัดสินใจลงทุนได้ เมื่อลงทุนไปแล้ว เราก็สามารถกำหนดเวลาหรือผลตอบแทน ที่เราจะคาดหวังก่อนที่จะทำการขายหุ้นทิ้งได้ การพิจารณาว่า หุ้นอยู่ในกลุ่มไหน บางทีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย บ่อยครั้งเราอาจจะจัดผิดและทำให้การลงทุนของเราผิดพลาด มาดูกันว่าหุ้นแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไรและโอกาสที่จะผิดพลาดอยู่ตรงไหน

กลุ่มแรก คือ หุ้นกลุ่มโตช้า นี่คือ หุ้นที่มักอยู่ในอุตสาหกรรมที่เก่าแก่ ในอดีตอาจจะเคยเป็นอุตสาหกรรมที่โตเร็วมาก่อน แต่ปัจจุบันกลายเป็นอุตสาหกรรมที่โตช้า และอาจจะเริ่มหดตัวลง เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือผลิตภัณฑ์การเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร หุ้นพวกนี้จะเติบโตพอๆ กับการเติบโตของเศรษฐกิจเช่นประมาณปีละไม่เกิน 5% การพิจารณาว่าหุ้นตัวไหนเป็นกิจการ หรือหุ้นที่เติบโตช้านั้นไม่ยากนัก เพราะยอดขายมักจะเพิ่มขึ้นช้า กำไรก็อาจจะทรงๆ หรือเพิ่มขึ้นไม่มากในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา

บริษัทที่โตช้าหลายบริษัท อาจจะมีฐานะทางการเงินที่ดีไม่มีหนี้สิน มีกำไรต่อเนื่อง มีการจ่ายปันผลที่ดี ค่า PE และ PB อาจจะต่ำมาก เช่น PE 7 เท่าและ PB 0.7 เท่า  ในขณะที่เงินปันผลสูงทีเดียวเช่นอาจจะ 7-8 หรือ 10%ต่อปี มองในแง่ของ Value Investor แล้ว หุ้นแบบนี้เข้าข่ายที่จะซื้อลงทุนเพราะมีราคาถูกมาก ผมจึงไม่แนะนำให้ซื้อ  เพราะในอนาคต กำไรอาจจะถดถอยลงและราคาหุ้นก็มักจะไม่ไปไหน ปันผลที่ได้ก็ไม่คุ้ม โดยเฉพาะถ้ามันต้องลดลงในอนาคต

กลุ่มที่สองคือหุ้นแข็งแกร่ง คือหุ้นขนาดใหญ่ อยู่มานาน มีกำไรค่อนข้างสม่ำเสมอ  และมีการเติบโตเหนือกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจบ้าง เช่น อาจจะประมาณปีละ 7-10% โดยเฉลี่ย เป็นกิจการที่มีความแข็งแกร่ง และเป็นที่รู้จักและยอมรับถึงความยิ่งใหญ่ในสายตาของคนทั่วไปมาช้านาน หุ้นเหล่านี้ก็เช่นหุ้นของธนาคารขนาดใหญ่ในประเทศ หุ้นของกิจการพลังงานขนาดใหญ่ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หุ้นของกิจการวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ เป็นต้น

หุ้นแข็งแกร่งนั้น จุดเด่น ก็คือ ยอดขายและกำไรมักจะไม่ผันผวนนักและเติบโตไปได้เรื่อยๆ ไม่เร็วนัก และทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจได้ดีพอสมควร บางครั้งนักลงทุนอาจเข้าใจผิดว่า กิจการปิโตรเคมีขนาดใหญ่ทุกแห่ง เป็นหุ้นแข็งแกร่ง แต่จริงๆ อาจจะไม่ใช่ เพราะผลประกอบการของกิจการปิโตรเคมีจำนวนมากขึ้นๆ ลงๆ ตามราคาของผลิตภัณฑ์ จึงทำให้ไม่ใช่หุ้นที่แข็งแกร่ง แต่เป็นหุ้นวัฏจักร ในกรณีที่เรากำหนดได้ว่าหุ้นเป็นหุ้นที่แข็งแกร่งแล้ว เราก็ลงทุนได้ เพราะความเสี่ยงการลงทุนจะต่ำ แต่หุ้นกลุ่มนี้หวังผลได้ไม่มากนัก ถ้าได้กำไร 30-50% ในช่วงภายในเวลา 2-3 ปี ก็ควรพิจารณาขายได้

กลุ่มที่สามคือหุ้นโตเร็ว คือ หุ้นของกิจการที่โตเร็ว ปีละเฉลี่ย 15-20% ขึ้นไป อย่างน้อยใน 5 ปีข้างหน้า การเติบโต จะโตขึ้นทั้งยอดขายและกำไร ซึ่งเป็นการโตจากภายในธุรกิจไม่ได้โตจากการซื้อกิจการ หรือถ้าเป็นการซื้อกิจการ ต้องเป็นกิจการแบบเดียวกัน หุ้นโตเร็ว เป็นหุ้นที่มักมีความเข้าใจผิด หรือจัดหุ้นผิดบ่อย นั่นคือ นักลงทุนอาจจะจัดหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นฟื้นตัวเป็นหุ้นโตเร็ว ซึ่งทำให้การวิเคราะห์และให้มูลค่าหุ้นผิดเพี้ยนจากที่ควรจะเป็น

ประเด็นสำคัญ ก็คือ ถ้าเป็นหุ้นโตเร็วแล้ว การเติบโตจะต้องเป็นทั้งรายได้ และกำไร เมื่อโตขึ้นแล้ว ต้องไม่ลดลงในอนาคต ผมเคยเขียนไว้ว่าจะต้องเป็นการโตแบบ “สูง”  ไม่ใช่โตแบบ “อ้วน” การเติบโตจะต้องไม่เป็นการ “ซื้อ” มาด้วยต้นทุนที่สูงเกินไป หมายความว่า การโต ไม่ควรจะต้องลงทุนมากเกินไป

ถ้าเราเจอหุ้นที่โตเร็วจริง การลงทุนซื้อหุ้นโดยเฉพาะในราคาที่ไม่แพงเกินไปเช่นที่ PE ไม่เกิน 15-20 เท่า เราอาจจะได้ผลตอบแทนที่ดีมาก และหุ้นโตเร็ว เราสามารถถือยาวเพื่อทำกำไรได้นานมากตราบที่มันยังเติบโตดีอยู่ หุ้นโตเร็ว บางทีเราลืมเรื่องการขายหุ้นไปได้เลย และผลตอบแทนอาจจะเป็นหลายเท่า หรือหลายสิบเท่าก็เป็นได้ในเวลาหลายๆ ปี

กลุ่มที่สี่ คือ หุ้นวัฏจักร คือ หุ้นของกิจการที่มียอดขายขึ้นๆ ลงๆ ตามวัฏจักรของเศรษฐกิจ หรือตามวัฏจักรของอุตสาหกรรม หุ้นที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ มักเป็นหุ้นวัฏจักร ซึ่งทำให้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยจำนวนมากเป็นหุ้นวัฏจักร ประเด็น ก็คือ ทั้งยอดขายและกำไรของหุ้นมักจะไม่แน่นอน ในช่วง “ขาขึ้น” ยอดขายและกำไร ก็จะปรับตัวขึ้น  บางทีหลายปีจนทำให้เรานึกไปว่าเป็นหุ้นโตเร็ว แต่ในช่วง “ขาลง” ยอดขายและกำไรก็ลดลง บางครั้งถ้าเราดูตัวเลขยอดขายและกำไรย้อนหลังไปยาวเป็น 10 ปีหรือมากกว่านั้น   ก็อาจจะเห็น “วัฏจักร” ที่ชัดเจนขึ้น

หุ้นบริษัทขายบ้านและคอนโดมิเนียมหลายบริษัท นักลงทุนอาจวิเคราะห์ และสรุปว่าเป็นหุ้นโตเร็วเพราะยอดขายและกำไรอาจจะโตอย่างโดดเด่นมา 4-5 ปี แต่ถ้าถามว่าอีก 5 ปีข้างหน้าบริษัทนั้นจะยังมียอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นหรือใกล้เคียงกับ ปัจจุบันไหม ผมเองก็ไม่แน่ใจ โอกาสเป็นไปได้ว่ายอดขายและกำไรน้อยกว่า เพราะการขายบ้านและคอนโดต้อง “เริ่มต้นใหม่” กับ “ลูกค้ารายใหม่” ทุกปี  ซึ่งผมรู้สึกว่ามีความไม่แน่นอนสูง  ดังนั้น  สำหรับผมจะไม่จัดให้บริษัทในกลุ่มนี้เป็นหุ้นโตเร็ว

หุ้นวัฏจักร เนื่องจากการโตขึ้นของกำไรไม่แน่นอน และอาจตกกลับลงไปอีกในอนาคต ดังนั้น ความเสี่ยงจึงสูง และการกำหนดค่า PE ที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนก็ทำได้ยาก ว่าที่จริง ปีเตอร์ ลินช์ บอกว่า เราควรซื้อในยามที่ PE สูงและขายตอนที่ PE ต่ำ การเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้ว ควรมองไปที่วัฏจักรมากกว่าตัวเลขความถูกความแพงของหุ้น และถ้าเรารู้ว่ากำลังเป็นขาขึ้น การลงทุนก็มักจะทำกำไรให้เรามหาศาล บางทียิ่งกว่าหุ้นโตเร็ว วันหนึ่งหุ้นจะลง ดังนั้น เราต้องขายหุ้นก่อนที่วัฏจักรจะเริ่มเปลี่ยนเป็นขาลง

กลุ่มที่ห้าคือหุ้นฟื้นตัว นี่คือ หุ้นที่ใกล้จะ “เจ๊ง” หรือ เจ๊งแล้วกำลังจะ “ปรับโครงสร้าง” ได้สำเร็จ หุ้นฟื้นตัว มีความเสี่ยงว่าถ้าไม่ฟื้น การลงทุนก็เป็น “หายนะ” การเล่นหุ้นฟื้นตัวต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า มีคนต้องการฟื้นบริษัทจริงและเขามีศักยภาพที่จะทำ ถ้าสำเร็จผลตอบแทนก็มักจะสูงลิ่ว

กลุ่มสุดท้าย คือ หุ้นทรัพย์สินมาก เป็นหุ้นที่มีทรัพย์สินโดยเฉพาะที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ และ/หรือหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาก และ มูลค่าตลาดเมื่อหักหนี้แล้ว  สูงกว่ามูลค่าตลาดของหุ้นทั้งหมดของบริษัท ดังนั้น ในทางทฤษฎีแล้ว ถ้าเราซื้อหุ้นทั้งหมดเป็นเจ้าของคนเดียวแล้วตัดทรัพย์สินไปขาย เราก็จะได้กำไรอย่างงดงาม แต่ในความเป็นจริงเราทำไม่ได้ การลงทุนในหุ้นทรัพย์สินมาก โอกาสที่จะ “ปลดปล่อย” มูลค่าของทรัพย์สินมีน้อย ดังนั้น สำหรับผมแล้ว หุ้นเหล่านี้ส่วนมากไม่น่าสนใจ ยกเว้นจะมีปัจจัยประกอบอย่างอื่น

credit: http://bit.ly/fL56ty
โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

~ by entaneer on February 1, 2011.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: