ศักดิ์ศรีของหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เวลาที่จะเลือกหุ้นลงทุนนั้น  สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะคิดถึงอยู่เสมอก็คือ  ความโดดเด่น  ความยิ่งใหญ่  และความสำคัญของบริษัท  ต่อลูกค้า  และต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศว่ามีมากน้อยแค่ไหน  ถ้าไม่มีบริษัทนี้จะเกิดอะไรขึ้น  ถ้าคำตอบก็คือ  บริษัทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตของคนจำนวนมาก  หรือสินค้าหรือบริการเป็นที่ต้องการของคนมากมายในขณะที่หาสินค้าหรือบริการแบบเดียวกันจากบริษัทอื่นไม่ได้หรือได้ยาก  ในกรณีอย่างนี้  ผมก็จะสนใจและอาจจะให้คุณค่าสูง  และคำว่าคุณค่าสูงของผมนั้น  ผมจะวัดจาก Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งบริษัท

ตัวอย่างเช่นบริษัทไมโครซอฟท์ซึ่งเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการวินโดว์นั้น  สำคัญหรือยิ่งใหญ่ขนาดที่ว่าทุกคนที่ใช้คอมพิวเตอร์จะต้องมีโปรแกรมนี้มิฉะนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ก็อาจจะทำงานอะไรไม่ได้เลย  ดังนั้น  มูลค่าหุ้นของไมโครซอฟท์จะต้องสูง  มโหฬาร เหตุเพราะว่าคนจำนวนเป็นพันล้านทั่วโลกต้องใช้คอมพิวเตอร์ทุกวัน  ข้อเท็จจริงก็คือ  ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้  หุ้นไมโครซอฟท์เป็นหุ้นที่มี Market Cap. สูงที่สุดในโลก  แนวคิดที่ว่ามูลค่าหุ้นนั้นมีความสัมพันธ์กับความสำคัญของบริษัท  ผมขอใช้คำว่า  ศักดิ์ศรี ของหุ้น  นั่นคือ  ศักดิ์ศรีของการที่เป็นโปรแกรมที่คนทั่วโลกต้องใช้

ลองมาดูอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ของ สตีป จอบส์  นี่คือบริษัทที่คนทั่วโลกคอยติดตามหาซื้อผลิตภัณฑ์ไฮเท็ครุ่นใหม่ล่าสุด  ทั้ง ๆ  ที่สินค้าของบริษัทไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นแต่มันเป็นสิ่งที่คน คลั่งใคล้ ศักดิ์ศรีของการเป็นผู้นำนวัตกรรมที่โดดเด่นโดนใจสุด ๆ  ของคนรุ่นใหม่ทำให้หุ้นของแอปเปิลมีมูลค่าสูงขึ้นมโหฬารและแซงไมโครซอฟท์ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เรายังเห็นศักดิ์ศรีของหุ้นกูเกิล  เวปไซ้ต์ที่คนทั่วโลกต่างก็เข้าไปค้นหาข้อมูลที่หลากหลายไม่จำกัด  หรือเฟซบุ๊คที่คนนับหลายร้อยล้านและกำลังเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ  เข้ามาใช้บริการ  เหล่านี้ผมคิดว่าจะต้องมีมูลค่าหุ้นมหาศาล  ซึ่งเราไม่สามารถประเมินมูลค่าได้จากตัวเลขกำไรในปัจจุบัน  เหตุก็เพราะว่ามันยังขยายตัวไปเรื่อย ๆ  และยังเป็นช่วงที่บริษัทอาจต้องลงทุนและมีค่าใช้จ่ายมากเพื่อรองรับกับการขยายตัวในอนาคต  ดังนั้น  ถ้าจะคาดการณ์หรือคำนวณหามูลค่าที่เหมาะสมก็อาจจะต้องมองไปข้างหน้าที่ยาวไกล  ดูว่าในที่สุดแล้วจะมีคนกี่คนที่จะเป็นลูกค้าและบริษัทจะมีกำไรเท่าไรซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร  อย่างไรก็ตาม   ในบางครั้งเราก็อาจจะพบว่าราคาหรือมูลค่าหุ้นในปัจจุบันนั้น  ยังน่าจะห่างจากมูลค่าที่น่าจะเป็นในอนาคตอีกมาก  พูดง่าย ๆ   ราคามัน ไม่สมศักดิ์ศรี ในฐานะที่เป็น …. และถ้าเราพบหุ้นแบบนี้  การซื้อลงทุนก็อาจจะทำให้เราได้กำไรมหาศาล

ธุรกิจจำนวนมากนั้นผลิตสินค้าที่สำคัญมากและเป็นสินค้าที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อลูกค้าและระบบเศรษฐกิจ  เช่น โรงกลั่นน้ำมัน  แต่ถ้ามองในแง่บริษัทแล้ว  ความสำคัญก็อาจจะมีไม่มาก   เพราะถ้าบริษัทเป็นอะไรไป  บริษัทหรือโรงกลั่นอื่นก็ยังผลิตอยู่สามารถทดแทนได้  และแม้ว่าจะทดแทนได้ไม่หมด  เราก็ยังสามารถนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้  ดังนั้น  ศักดิ์ศรีของการเป็นโรงกลั่นในแง่ของหุ้นก็มีไม่มากนัก

กิจการบางอย่าง  เช่น สาธารณูปโภค นั้น  มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อผู้คนทั้งประเทศและไม่มีบริษัทอื่นมาแทนได้ถ้าบริษัทเป็นอะไรไป  แต่กิจการเหล่านั้นก็มักจะถูกควบคุมโดยรัฐบาลไม่ให้ตั้งราคาสูง  บางกิจการถูกบังคับให้ตั้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ  แบบนี้  ศักดิ์ศรีก็มีแต่แปลงให้เป็นราคาหุ้นไม่ได้มากอย่างที่ควรจะเป็น

ตัวอย่างของกิจการในเมืองไทยที่ผมเห็นว่าสามารถนำเรื่องของศักดิ์ศรีมาพูดได้และก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็คือ  หุ้นการบินไทย   ย้อนหลังไปเพียงไม่เกิน 2-3 ปีในช่วงที่หุ้นการบินไทยตกต่ำลงเหลือเพียง7-8 บาทถ้าผมจำไม่ผิด  ในช่วงนั้น Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นทั้งบริษัทของการบินไทยอยู่ที่หมื่นกว่าล้านบาท  ซึ่งเท่ากับราคาเครื่องบินโบอิง 747 เพียง 2-3 ลำ  แต่ถ้าดูจริง ๆ  แล้ว  ศักดิ์ศรีของการบินไทยคือการเป็นสายการบินแห่งชาติที่คนเกือบครึ่งหนึ่งที่ต้องเดินทางเข้าออกประเทศไทยด้วยเครื่องบินต้องใช้บริการ  นอกจากนั้นการบินไทยยังถือหุ้นใหญ่โดยรัฐที่มี  ศักดิ์ศรี ที่จะต้องรักษาบริษัทไว้  ดังนั้น  ราคาหรือมูลค่าตลาดของหุ้นการบินไทยในช่วงนั้นจึงดู  ไม่สมศักดิ์ศรี ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องกำไรขาดทุนหรือฐานะการเงินอะไรทั้งสิ้น  เหตุการณ์หลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่เห็น  หุ้นการบินไทยปรับตัวขึ้นมหาศาลสมกับฐานะหรือศักดิ์ศรีของบริษัทคือกว่าแสนล้านบาท

ลองมาดูบริษัทเอกชนธรรมดาที่สถานะหรือตำแหน่งในตลาดหรือในระบบเศรษฐกิจ ยิ่งใหญ่แต่ในช่วงหนึ่งราคาหุ้นหรือมูลค่าตลาดของหุ้น ไม่สมศักดิ์ศรี ตัวแรกก็คือ  หุ้น CPF ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ  ฐานะของบริษัทในสังคมการค้าและอุตสาหกรรมทางด้านอาหารนั้นเป็นที่ประจักษ์มานาน  ยอดขายของบริษัทก็สูงเป็นแสนล้านบาทและยังเติบโตไปเรื่อย ๆ  แต่ย้อนหลังไปเพียง 3-4 ปี มูลค่าหุ้นของบริษัทก็เพียงแค่ 2-3 หมื่นล้านถ้าผมจำไม่ผิด  และก็อย่างที่เห็น  หุ้น CPF ปรับตัวขึ้นมารับกับศักด์ศรีของบริษัทในฐานะที่เป็นผู้ผลิตอาหารที่ใหญ่ที่สุดของไทยและอาจจะเติบโตยิ่งใหญ่ในระดับโลกได้  มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเป็นเกือบสองแสนล้านบาท

หุ้นอีกตัวหนึ่งซึ่งบังเอิญอยู่ในกลุ่มของ CP เช่นเดียวกันก็คือ หุ้น CPALL ย้อนหลังไปเพียง 3-4 ปีเช่นเดียวกัน  ศักดิ์ศรีของบริษัทก็คือ เป็นผู้นำที่โดดเด่นในตลาดสะดวกซื้อที่คนไทยนับวันจะใช้บริการมากขึ้นและในที่สุดก็น่าจะทั้งประเทศ  สำหรับหลาย ๆ  คนแล้ว  การขาดร้าน 7-11 นั้นก็จะเป็นการ ยุ่งยากหรือ ไม่สะดวก เอามาก ๆ  แต่ในขณะนั้น  หุ้นของ CPALL ซึ่งโดยศักยภาพนั้นน่าจะมียอดขายเป็นแสนล้านบาทขึ้นไปกลับมี Market Cap. เพียง 3-4 หมื่นล้านบาทโดยไม่มีหนี้เงินกู้เลย  เป็นไปได้อย่างไรที่กิจการที่คนทั้งประเทศต้องใช้บริการเกือบทุกวันโดยที่หาคู่แข่งแทบไม่ได้จะมีมูลค่าเพียงเท่านั้น  และก็อย่างที่เห็น  หุ้น CPALL ปรับตัวขึ้นเป็นเกือบสองแสนล้านบาทสมกับศักดิ์ศรีที่ควรจะเป็น

การ ดูว่าราคาหรือมูลค่าหุ้นนั้นสมกับศักดิ์ศรีของกิจการหรือไม่เป็นศิลปะอยู่ มากทีเดียวเนื่องจากตัวเลขผลการดำเนินงานในขณะที่วิเคราะห์นั้นใช้ไม่ได้  หลายครั้งต้องใช้จินตนาการว่าอนาคตของบริษัทจะเป็นอย่างไรใน 5 ปี 10 ปีหรือยาวกว่านั้น  การวิเคราะห์ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย  อย่างไรก็ตาม  ถ้าทำถูก  ผลตอบแทนก็มหาศาล
credit: http://bit.ly/eesAMV
โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
คอลัมน์: โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR

~ by entaneer on January 10, 2011.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: