กระทิง-หมู-หมี โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในตลาดหุ้นนั้น เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่ากระทิงกับคำว่าหมี หรือ BULL กับ BEAR

กระทิง คือภาวะที่ตลาดหุ้นหรือราคาหุ้นหรือดัชนีหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ตรงกันข้าม  ตลาดหมีคือภาวะที่ดัชนีตลาดปรับตัวลงรุนแรงและต่อเนื่องยาวนานเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีภาวะตลาดหุ้นอีกแบบหนึ่งคือภาวะที่ตลาดหุ้น “ไม่ไปไหน” คือหุ้นอาจจะขึ้นบ้างไม่มากนักแล้วก็ลงมาไม่มากอีกเช่นกันและก็ขึ้นๆ ลงๆ แบบนั้นเป็นเวลายาวนาน ตลาดหุ้นแบบนี้ฝรั่งเรียกว่า Range-Bound ผมขอเรียกว่าตลาด หมูเรามาลองดูว่าตลาดแต่ละแบบที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยนั้นเกิดเมื่อไร มีที่มาที่ไปอย่างไร

เริ่มตั้งแต่เปิดตลาดในปี 2518 จนถึงสิ้นปี 2521 ซึ่งเป็นปีที่พูดกันว่าหุ้นบูมสุดๆ นับเวลาได้ 3 ปีนั้น ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นมาจากสิ้นปี 2518 ที่ประมาณ 84 จุดเป็น 258 จุด หรือขึ้นมาเฉลี่ยปีละ 45.3% ทบต้น ในเวลานั้นผมยังจำได้ว่าเพื่อนบางคนของผมได้กำไรจากหุ้นโดยที่ลงทุนไม่มาก แต่เขาบอกว่าสามารถทำเงินได้เดือนละเป็นหมื่นบาท ซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมมาก ทุกคนต่างก็เล่นหุ้นระยะสั้นแทบจะเป็นการซื้อขายรายวัน อย่างไรก็ตามคนเล่นหุ้นก็ยังมีจำกัดมาก มักอยู่ในกลุ่มคนที่ชอบเก็งกำไรหรือคนที่มีความรู้เกี่ยวกับหุ้นอย่างเช่น เพื่อนผมที่กำลังเรียน MBA

ที่มาของกระทิง “ตัว แรก” ของตลาดหุ้นไทยนั้น ถ้าพูดว่าเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ก็อาจจะพูดได้ แต่การเก็งกำไรนั้น ในที่สุดก็ต้องมีแหล่งว่าพวกเขาเก็งจากอะไรโดยเฉพาะในระยะยาว คำตอบก็คือ “กำไร” และการคาดการณ์ในเรื่องกำไรในอนาคตของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กำไรนั้นเป็นตัวเลขที่ชัดเจนมีการประกาศเปิดเผยทุกไตรมาสและทุกปี ดังนั้นเราหาดูได้ไม่ยาก แต่การคาดการณ์ของกำไรในอนาคตนั้นเอาแน่ไม่ได้ แต่เราก็สามารถดูได้จากการมองโลกในแง่ดี ความกระตือรือร้นในการที่จะลงทุนซื้อหุ้นของนักลงทุน และอาจจะมองถึงเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารการเงินอื่นเช่นเงินฝาก หรือพันธบัตร เป็นต้น โชคดีที่ว่าประเด็นทั้งหลายเหล่านี้เราสามารถหาตัวแทนซึ่งเป็นตัวเลขได้นั่น ก็คือ ค่า PE หรือ ราคาต่อกำไรต่อหุ้น ของตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือ ถ้านักลงทุนมีความ “ฮึกเหิม” มั่นใจในตลาดหุ้น พวกเขาก็จะเข้าซื้อหุ้นและทำให้ค่า PE สูงกว่าปกติและทำให้ตลาดกลายเป็นตลาดกระทิง แต่ถ้าพวกเขา“หดหู่” มองโลกไม่สดใสหรือหวาดกลัว ก็จะขายหุ้นทำให้ PE ต่ำกว่าปกติ และกลายเป็นตลาดหมี

ตลาดกระทิงตัวแรกของเรานั้นพบว่าเกิดขึ้นเพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียน เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น คือเติบโตขึ้นปีละประมาณ 22% แบบทบต้น ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่โดดเด่นมากแม้ว่าในช่วงนั้นภาวะทางการเมืองอยู่ ในภาวะ “หน้าสิ่วหน้าขวาน” คอมมิวนิสต์กำลังชนะทั้งในเวียดนาม ลาว และเขมร ประเทศไทยถูกคาดว่าจะเป็น “โดมิโน” ตัวต่อไป และการประท้วงของนักศึกษาและการปราบปรามกำลังร้อนแรง คนมีเงินบางคนถึงกับคิดอพยพจากประเทศไทยไปอยู่ที่อื่น นอกจากเรื่องของผลกำไรแล้ว ดูเหมือนว่าคนในตลาดหุ้นในเวลานั้นซึ่งมีน้อยมากอาจจะยังไม่สนใจเรื่องของ การเมืองนัก จึงให้ค่า PE สูงขึ้น ค่า PE ปรับตัวขึ้นจาก 4.98 เป็น 8.46 เท่าหรือเพิ่มขึ้นปีละ 19.32% ทบต้น พวกเขาคงคิดว่าราคาหุ้นในขณะนั้นต่ำมาก อย่างไรก็คุ้มที่จะลงทุน

หลังจากสิ้นปี 2521 เมื่อมีการ “กวาดล้าง” ขบวนการ “ฝ่ายซ้าย” หมด ประเทศไทยก็เผชิญกับเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลกเช่นราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาก จากวิกฤติน้ำมันและอื่นๆ ช่วงจากสิ้นปี 21 ถึงสิ้นปี 2529 เป็นเวลา 8 ปี ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วง “ตลาดหมู” ดัชนีหุ้นเมื่อสิ้นปี 29 อยู่ที่ 207 จุดจาก 258 จุดหรือเป็นการลดลงปีละ 2.7% ทบต้น กำไรของบริษัทจดทะเบียนเองก็ลดลงเฉลี่ยปีละ 7.3% ความสนใจในตลาดหุ้นมีน้อยมาก แม้ว่าค่า PE จะปรับตัวขึ้นบ้างจาก 8.46 เท่าเป็น 12.4 เท่า แต่ก็ไม่สามารถผลักดันราคาหุ้นให้ขึ้นมาได้ แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็พูดกันว่าช่วงนี้เป็น “ฐาน” ของการที่ประเทศไทยจะ “โชติช่วงชัชวาล” ในเวลาอีก 7 ปีต่อมา

ช่วงสิ้นปี 2529 ถึง สิ้นปี 2536 เป็นตลาดกระทิงอย่างแท้จริง ผลจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นสู่ประเทศไทยและการเปิดเสรีการเงิน ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้อย่างสะดวกทำให้ เศรษฐกิจไทยสดใสและบริษัทจดทะเบียนสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นปีละ ประมาณ 21% ทบต้นต่อกัน 7 ปี  เช่นเดียวกัน ค่า PE ปรับตัวขึ้นปีละ 11% เนื่องจากเงินต่างประเทศและความสนใจในการลงทุนของคนไทย สิ้นสุดปี 36 ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเป็น 1683 จุด หรือเพิ่มปีละ 34.9% ทบต้นเรียกได้ว่าเป็น “ซูเปอร์บูม” คนเล่นหุ้นรวยกันทั่วหน้า และบังเอิญว่าผู้จัดการตลาดในช่วงนั้นก็ชื่อ “มารวย” ด้วย อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นในช่วงท้ายนั้นดูเหมือนจะแพงมากเพราะค่า PE ของตลาดสูงถึง 26 เท่า

“ฟองสบู่” ในเศรษฐกิจและตลาดหุ้นหลังจากปี 2536 คงเริ่มแตกและแตกจริงๆ ในปี 2540 ที่ไทยต้องลดค่าเงินและเข้าโครงการ IMF และต่อไปจนถึงปี 2543 ดัชนีตกจาก 1683 จุดเหลือเพียง 269 จุดหรือเป็นการตกลงปีละ 23% ทบต้น 7 ปี รวมแล้วหุ้นตกลงไป 84% และเป็นตลาดหมีที่รุนแรงที่สุด บริษัทจดทะเบียนมีกำไรลดลงปีละ 3.93% โดยเฉลี่ย คนแทบจะเลิกเล่นหุ้นหรือถึงจะอยากก็ไม่มีเงินทั้งๆ ที่ราคาหุ้นถูกมากค่า PE ที่เคยสูงถึง 26 เท่า เหลือเพียง 5.5 เท่าและนี่เป็นการสร้างฐานที่จะทำให้หุ้นบูม กลายเป็น “กระทิงตัวใหญ่” ในช่วงเวลาต่อมา

จากสิ้นปี 2543 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 10 ปี นั้น ดูเหมือนว่าหุ้นจะอยู่ในช่วงขาขึ้นและเป็น “กระทิงดุ” และทั้งๆ ที่มีสภาวะความวุ่นวายทางการเมืองมากมายรวมถึงเหตุการณ์รุนแรงทั้งทางการ เมืองและเศรษฐกิจในระดับโลก หุ้นไทยก็ “เดินหน้า” ไปเรื่อยๆ จากดัชนี 269 เพิ่มขึ้นเป็น 992 จุดในช่วงนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นถึงปีละ 13.9% โดยเฉลี่ยแบบทบต้น ดูเหมือนว่าคนไทยตั้งแต่ระดับชั้นกลางขึ้นไปจะสนใจลงทุนในหุ้นมากขึ้น เรื่อยๆ ทำให้ค่า PE เพิ่มขึ้นจาก 5.5 เท่าเป็น 15.5 เท่า ในขณะที่ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นน้อยมากเพียงปีละ 2.8% โดยเฉลี่ย ซึ่งถ้าวิเคราะห์ก็จะดูเหมือนว่ากระทิงรอบนี้มาโดย “ไม่มีเนื้อ” พูดง่ายๆ หุ้นขึ้นเพราะการมองโลกในแง่ดีและราคาหุ้นที่ถูกมากเป็นหลัก อย่างไรก็ตามขณะนี้ราคาหุ้นก็ไม่ถูกอีกต่อไปแล้ว คำถามก็คือ อนาคตจากนี้ไป อะไรจะมา “รับลูกต่อ” คำตอบคือ  ต้องเป็นกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่จะต้องเพิ่มขึ้น  หรือไม่ คนก็จะต้องมองหุ้นในแง่ดีขึ้นไปอีก มิฉะนั้น กระทิงตัวนี้ก็ไม่อาจจะเดินต่อไปได้

 

credit : http://bit.ly/a2nYTf

โดย : โลกในมุมมองของ Value Investor :ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

 

~ by entaneer on October 29, 2010.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: