ก้าวต่อไปที่สำคัญของธนาคารกลางสหรัฐ โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ขณะนี้ มีการถกเถียงกันมากเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นเสนอมาตรการต่างๆ

โดย หลายหน่วยงานซึ่งผมเห็นว่ายังเป็นการมองปัญหาในมิติเดียว อีกมิติหนึ่งที่สำคัญกว่าในการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต คือ การประเมินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ และหากมองปัญหาค่าเงินบาทในมิตินี้ ก็จะเห็นว่าประเด็นของปัญหา คือ การอ่อนตัวของเงินดอลลาร์ ไม่ใช่การแข็งค่าของเงินบาท

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคง โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศอื่นๆ จึงสมัครใจกันนำเอาเงินสหรัฐมาใช้เป็นเงินสกุลหลักในการทำการค้า-ขายของโลก โดยปัจจุบันการทำธุรกรรมระหว่างประเทศนั้นประมาณ 3 ใน 4 ทำโดยใช้เงินดอลลาร์ บทบาทดังกล่าวของเงินดอลลาร์มิได้เกิดขึ้น เพราะการเรียกร้องจากประเทศสหรัฐ และไม่เคยมีการทำความตกลงระหว่างประเทศ ที่กำหนดให้ประเทศต่างๆ ต้องใช้เงินดอลลาร์ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ดังนั้น บทบาทของเงินดอลลาร์ในบทบาทการเป็นเงินสกุลหลักของโลก จึงเป็นบทบาทที่สหรัฐได้รับโดยไม่ได้ร้องขอ แต่แน่นอนว่าเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับสหรัฐ เพราะธนาคารกลางสหรัฐสามารถพิมพ์กระดาษออกมาซื้อสินค้าได้ทั่วโลกเสมือนกับ การมีอภิสิทธิ์ทางเศรษฐกิจที่น่าอิจฉาอย่างยิ่ง

แต่อภิสิทธิ์ดังกล่าวย่อมนำมาซึ่งความรับผิดชอบพร้อมไปด้วย กล่าวคือ ธนาคารกลางสหรัฐนั้น นอกจากจะมีบทบาทในการดำเนินนโยบายการเงินให้กับประเทศอเมริกาแล้ว ยังเป็นธนาคารกลางที่ต้องรับผิดชอบในฐานะธนาคารกลางของโลก ปัญหาของผมในขณะนี้ คือ บทบาทในการเป็นธนาคารกลางของสหรัฐกับบทบาทในการเป็นธนาคารกลางของโลกนั้น เริ่มมีความขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้น หมายความว่า ในขณะนี้ เศรษฐกิจสหรัฐยังคงตกต่ำและการฟื้นตัวไม่มั่นคง ดังนั้น แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะกดดอกเบี้ยลงใกล้ศูนย์ และพิมพ์เงินเข้าไปซื้อพันธบัตรต่างๆ (เพื่ออุ้มราคาสินทรัพย์ไม่ให้ลดลงช่วยธนาคารในการเผชิญปัญหาหนี้เสีย) มูลค่า 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เศรษฐกิจก็ยังขยายตัวเพียง 1.5-2.0% และการว่างงานสูงถึง 10% ทำให้ประชาชนผ่อนบ้านต่อไม่ได้ ผลที่ตามมา คือ ธนาคารอ่อนแอไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม ในขณะที่ธุรกิจแม้ว่ามีกำไรก็ไม่กล้าลงทุนและจ้างงาน เพราะเกรงว่าจะไม่มีกำลังซื้อมารองรับ จึงมองได้ว่ารอบนี้เศรษฐกิจสหรัฐอาจฟื้นแล้วฟุบหรือซึมยาว ในขณะที่ฝ่ายบริหารภายใต้การนำของประธานาธิบดีโอบามา ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังได้ เพราะขาดปัจจัยสนับสนุนทางการเมือง โดยประธานาธิบดีโอบามาสูญเสียความนิยมลงไปมาก ทำให้พรรคเดโมแครตน่าจะสูญเสียเสียงข้างมากในสภาล่างหลังการเลือกตั้งในวัน ที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็ยิ่งจะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายการคลังยิ่งทำได้ยากยิ่งขึ้น

สรุปได้ว่าการฟื้นเศรษฐกิจของสหรัฐนั้น ต้องพึ่งพานโยบายการเงินเพียงด้านเดียว นโยบายการคลังแทบจะพึ่งไม่ได้ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐมุ่งเน้นการแก้ปัญหาของสหรัฐเป็นหลัก สำหรับปัญหาและความต้องการของเศรษฐกิจโลกนั้นย่อมต้องเป็นเรื่องรอง ทั้งนี้ อาจต้องยอมรับว่ากลุ่มประเทศยุโรปและประเทศญี่ปุ่นก็เผชิญปัญหา “ไม่ฟื้นและกลัวฟุบ” เช่นเดียวกับสหรัฐ จึงทำให้นโยบายการเงินที่เหมาะสมสำหรับสหรัฐก็เหมาะสมสำหรับญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งหากรวมกันประมาณ 60% ของจีดีพีโลก สรุปได้ว่านโยบายของโลกน่าจะผ่อนคลายอย่างมาก ทำให้ดอกเบี้ยโลกที่ต่ำใกล้ศูนย์นั้นจะอยู่กับเราอีกยาวนาน ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินไหลเข้าประเทศเล็กที่พยายามปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุม เงินเฟ้อ (เช่นประเทศไทย) เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินของประเทศที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นไทยต้องเผชิญปัญหาการแข็งค่าของ เงินอย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อน คลายเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

หากมองในมิติดังกล่าวปรากฏการณ์ ที่น่าจะสำคัญต่อแนวโน้มค่าเงินบาท (เทียบกับเงินดอลลาร์) คือ สุนทรพจน์ของนาย William Dudley ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์ก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม สรุปได้ว่าแม้เขาจะไม่กลัวเศรษฐกิจสหรัฐจะฟุบลง แต่สภาวการณ์ปัจจุบันซึ่งจีดีพีขยายตัวเพียง 1.5-2.0% และการว่างงานสูงเช่นปัจจุบัน (คนตกงาน 9.6%) ก็จะเป็นสภาวการณ์ที่ยอมรับไม่ได้ (unacceptable) ดังนั้น นักลงทุนจึงเริ่มคาดการณ์กันหนาหูว่า การเพิ่มมาตรการทางการเงินให้เข้มข้นขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้น อย่างเกือบแน่นอน โดยน่าจะมีการประกาศมาตรการใหม่ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ทั้งนี้ นักลงทุนเปรียบเทียบคำพูดของนาย Dudley กับแถลงการณ์ของ FOMC ครั้งล่าสุดเมื่อ 21 กันยายน ซึ่งเพียงพูดว่าพร้อมจะมีมาตรการช่วยเหลือหากมีความจำเป็น (if necessary) กล่าวคือ FOMC พูดเสมือนว่าหากเศรษฐกิจทรุดลงจึงจะต้องมีมาตรการเพิ่ม แต่นาย Dudley พูดว่าหากเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นจากปัจจุบันจะต้องออกมาตรการเพิ่ม เพราะสภาวการณ์ขณะนี้ยอมรับไม่ได้

นาย Dudley ยังยกตัวอย่างมาตรการที่น่าจะนำมาใช้ด้วย เช่น เสนอให้ธนาคารกลางสหรัฐพิมพ์เงินออกมาอีก 5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพื่อกดดอกเบี้ยระยะกลางและระยะยาวลงไปอีก (นอกจากการลดดอกเบี้ยระยะสั้นเหลือ 0-0.25%) ซึ่งเมอร์ริล ลินช์ คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐต้องการกดดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีให้สหรัฐให้ลงจากปัจจุบัน 2.5% เหลือ 1.75% ซึ่งจะทำให้รัฐบาลกู้เงินได้ถูกลง และช่วยให้เอกชนทุกคนกู้ได้ถูกลงเช่นกัน แต่หากดอกเบี้ยของสหรัฐปรับลดลงอีก ก็น่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาในประเทศไทยได้อีกมาก เพราะธนาคารกลางสหรัฐนั้นสามารถพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาในจำนวนที่ไม่จำกัด เพื่อฟื้นเศรษฐกิจสหรัฐ

อีกมาตรการหนึ่งที่นาย Dudley พูดถึง คือ การตั้งเป้าเงินเฟ้อ เพราะปัจจุบันเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ จึงเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาอีกมากเพียงพอ เพื่อทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึงเป้าที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ เงินเฟ้อคือการทำให้เงินเสื่อมค่า ดังนั้น นาย Dudley กำลังเสนอให้ธนาคารกลางสหรัฐตั้งใจทำให้เงินดอลลาร์เสื่อมค่า ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นการทำให้ความน่าเชื่อถือในเงินดอลลาร์เสื่อมถอยลงทั้ง ในระยะสั้นและระยะยาว สำหรับประเทศไทยนั้นหากจุดยืนของนาย Dudley ถูกนำมาเป็นจุดยืนของ FOMC ก็อาจกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียและไทยอีกรอบใหญ่ในเดือน พฤศจิกายน หลังธนาคารกลางสหรัฐออกมาตรการใหม่ ที่นักลงทุนเรียกว่า Quantitative Easing 2 หรือ QE2

ประเด็นสุดท้ายที่ต้องกล่าวถึง คือ นาย Dudley มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด และ FOMC มีเอกภาพมากน้อยเพียงใด ซึ่งนักลงทุนกำลังพยายามประเมินอย่างขะมักเขม้น นาย Dudley นั้นนอกจากนั้นจะเป็นประธานของธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์กแล้ว ยังดำรงตำแหน่งรองประธานธนาคารกลางอีกด้วย นอกจากนั้น ยังมีการประเมินว่านาย Dudley มีความสนิทสนมกับนายเบอร์นันเก้ จึงเป็นเสมือนตัวแทน (proxy) ของนายเบอร์นันเก้ ซึ่งการออกมากล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว จึงอาจเป็นการทดสอบการตอบสนองของตลาดการเงินก็ได้ อย่างไรก็ดี มีสมาชิก FOMC 2-3 คนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำ QE2 เพราะเห็นว่าปัญหาการไม่ฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้น เป็นผลมาจากนโยบายการคลังที่ขาดความชัดเจน ตลอดจนการออกกฎเกณฑ์ควบคุมธุรกิจมากเกินไป ดังนั้น กลุ่มนี้จึงเห็นว่าการออกมาตรการ QE2 จะไม่ส่งผลในเชิงบวกมากนัก (เสมือนกับการจูงม้ามาที่แม่น้ำแต่หากม้าไม่อยากดื่มน้ำก็จะไม่ยอมดื่มอยู่ ดี) ตรงกันข้ามการดำเนินการนโยบายดังกล่าว จะเป็นการสร้างเงินเฟ้อและทำให้เงินดอลลาร์เสื่อมศักยภาพในระยะยาว แต่จากการอ่านรายงานข่าวต่างๆ นั้น ดูเสมือนว่านายเบอร์นันเก้จะเป็นผู้ทุบโต๊ะให้ออก QE2 ในที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อเงินสกุลต่างๆ ในเอเชีย และค่าเงินบาทต่อไปครับ

 

credit : http://bit.ly/aP5yWf , date: Oct 7,2010


		

~ by entaneer on October 17, 2010.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: