นักเก็งกำไร VS นักลงทุน โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในตลาดหุ้นไทยนั้น ใครที่ซื้อหุ้นแล้ว “ถือยาว” ก็เรียกกันว่า “นักลงทุน” ส่วนคนที่ซื้อแล้วขายในระยะเวลาอันสั้น ก็มักถูกเรียกว่า “นักเก็งกำไร”

เท่าไร ถึงจะเรียกว่ายาวหรือสั้นก็ไม่ชัดเจนแล้วแต่ใครจะคิด บางทีตอนซื้อก็คิดว่าจะถือสั้น “เก็งกำไร” แต่พอหุ้นตกติดหุ้นก็เลยต้องถือยาวกลายเป็น “ลงทุน” การแบ่งแยกว่าใครเป็นนักเก็งกำไร หรือ ใครเป็นนักลงทุนนั้น บ่อยครั้งไม่ใคร่ชัดเจน แม้แต่เจ้าตัวเอง บางทีก็ไม่รู้จริง คนจำนวนมากคิดว่าตนเองเป็นนักลงทุนแต่จริงๆ  แล้ว พฤติกรรมที่ทำอยู่เป็นการเก็งกำไรก็มีไม่น้อย

บทความนี้ จะพยายามกำหนดว่า แนวความคิด หรือพฤติกรรมแบบไหนเป็นการเก็งกำไรหรือลงทุน ไม่ใช่เรื่องเดียวแต่หลายๆ เรื่อง คนที่มีพฤติกรรมแบบเก็งกำไรมากๆ ผมก็คิดว่าเขาเป็นนักเก็งกำไรโดยธรรมชาติ คนที่มีพฤติกรรมของการลงทุนมาก ผมก็สรุปว่าเขามีธรรมชาติเป็นนักลงทุน

ข้อแรก ก็แน่นอน นักเก็งกำไรมักจะถือหุ้นสั้น แต่ละตัวมักจะถือไม่เกิน 3-6 เดือน ส่วนนักลงทุนมักจะถือหุ้นแต่ละตัวมากกว่า 1 ปี โดยเฉลี่ยคนที่ถือครองหุ้นแทบจะว่าเฉลี่ยไม่เกิน 7 วัน หรืออาจจะเรียกว่า Day Trader หรือเล่นหุ้นรายวันนั้น แทบไม่ต้องสงสัยว่า เป็นนักเก็งกำไรแน่นอนไม่ต้องดูพฤติกรรมข้ออื่นเลย

ข้อสอง นักเก็งกำไรเวลาเล่นหุ้น ต้องมี “ข่าว” หรือ “ข่าวลือ” หรือมี Story หรือเรื่องราวที่น่าสนใจที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้นได้ ข่าวหรือเรื่องราวนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น และมีผลต่อราคาหุ้น เช่น ข่าวการจัดการหรือเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงิน เช่น การแจกวอร์แรนท์ การแตกพาร์ การจ่ายปันผล เป็นต้น หรือไม่ก็เป็นข่าวทางด้านธุรกิจเช่นมีการขยายธุรกิจใหม่ ข่าวว่าจะได้รับงานใหม่ เป็นต้น

ส่วนนักลงทุน ก็มักจะสนใจลงทุนในหุ้นที่มองว่า จะเติบโตไปได้ในระยะยาวด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของตัวกิจการเป็นหลัก

ข้อสาม นักเก็งกำไรส่วนมากจะชอบเล่นหุ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็น “ขาขึ้น” หรือเป็นช่วงที่หุ้นบูม เพราะในยามนี้ หุ้นจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้มากกว่า สำหรับนักเก็งกำไรบางกลุ่มแล้ว การซื้อหุ้น “แพง” ไม่มีปัญหา หากมันจะแพงขึ้นไปอีก ดีกว่าการซื้อหุ้น “ถูก” ที่มันจะถูกลงไปอีกในยามที่ตลาด “กำลังตก”

ส่วนนักลงทุน พวกเขามักจะชอบซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาด “ปกติ” หรือบางคนอาจจะชอบซื้อในช่วงที่ตลาดตกต่ำ เพราะเขาชอบซื้อหุ้นที่มีราคาถูกกว่าพื้นฐานที่ควรเป็น

ข้อสี่ นักเก็งกำไรมักจะชอบซื้อหุ้นของกิจการที่มีความไม่แน่นอนสูง เช่น ธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ อาทิเช่น สินแร่โลหะ พืชผลทางการเกษตร พลังงาน ปิโตรเคมี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การเดินเรือ

นอกจากนั้น ยังชอบกิจการที่มียอดขายและกำไรผันผวน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่มักทำให้ยอดขายแต่ละปีไม่แน่นอน ความคิด ก็คือ เล่นหุ้นพวกนี้ถ้า “เก็ง” หรือคาดการณ์ถูก หรือมีข้อมูล “อินไซด์” ก็จะสามารถทำกำไรจากหุ้นได้มาก

ตรงกันข้าม นักลงทุนมักชอบกิจการที่มีความสม่ำเสมอของยอดขาย และกิจการที่ทำให้สามารถคาดการณ์ผลประกอบการได้ง่ายกว่า

ข้อห้า นักเก็งกำไรชอบเจ้าของกิจการที่สนใจ และ “ดูแลหุ้น” ดี นั่นคือ ให้ข้อมูลกิจการและ “โปรโมท” หุ้นสม่ำเสมอ พูดอีกนัยหนึ่ง ก็คือ เจ้าของกิจการเป็นข่าวอยู่ในสื่อและหนังสือพิมพ์ธุรกิจและหุ้นสม่ำเสมอ ข่าวที่ออกมามักเป็นข่าวดีและสนับสนุนราคาหุ้น

ส่วนนักลงทุน อาจจะรู้สึกสงสัยและระมัดระวังถ้าพบว่าผู้บริหาร “เชียร์หุ้น” มากเกินไป พวกเขาชอบเล่นหุ้นที่เจ้าของหรือผู้บริหารให้ข่าวพอดีๆ ไม่มองโลกในแง่ดีเกินไป และไม่เน้นเรื่องราคาหุ้นว่าถูกหรือแพง

ข้อหก นักเก็งกำไรมักจะชอบใช้มาร์จินในการเล่นหุ้น พวกเขาคิดว่านี่คือการทำเงินได้เร็วเป็นสองเท่า โดยที่ต้นทุนดอกเบี้ยนั้นต่ำมาก สิ่งที่พวกเขากลัวไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่เป็นการถูกเรียกหลักประกันเพิ่มในกรณีที่หุ้นตก

ส่วนนักลงทุน มักจะไม่ใช้มาร์จินในการลงทุน พวกเขาอาจจะไม่ได้คิดว่า หุ้นจะให้ผลตอบแทนมากพอที่จะคุ้มกับค่าดอกเบี้ยที่ต้องเสีย หรือถึงคุ้มในแง่เม็ดเงิน แต่ก็ไม่คุ้มกับความเสี่ยง จากการเป็นหนี้ และที่สำคัญ เวลาหุ้นตก การขาดทุนก็อาจจะเพิ่มเป็นสองเท่าเช่นกัน

ข้อเจ็ด นักเก็งกำไรมักจะเล่นหุ้นเป็นตัวๆ คือ ในแต่ละช่วงเวลานั้น มักมีหุ้นจำนวนน้อยมาก บางทีก็มีเพียงตัวเดียวสำหรับคนที่พอร์ตยังมีขนาดเล็ก นั่นก็คือ พวกเขาจะเล่นหุ้นตัวที่ “กำลังร้อน” เมื่อได้กำไรหรือคิดว่าพลาดแล้ว ซึ่งมักจะใช้เวลาไม่นาน เขาก็จะขายทิ้งแล้วไปเล่นตัวใหม่

ส่วนนักลงทุน พวกเขาจะลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัวเป็นพอร์ตโฟลิโอ จะมีการขายหุ้นบางตัวแต่ก็มักจะเปลี่ยนไปซื้อหุ้นตัวใหม่ที่คิดว่าดีกว่า

ข้อแปด หุ้นที่นักเก็งกำไรจะเล่น จะต้องเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง หรือเคยมีสภาพคล่องสูง พวกเขาเห็นว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นในช่วงที่เขาจะขายทิ้งเมื่อได้กำไรตามเป้า หมายแล้ว

ส่วนนักลงทุน ความจำเป็นต้องมีสภาพคล่องสูงนั้นมีน้อยกว่ามาก

ข้อเก้า เป็นเรื่องของแนวความคิดที่ผมสังเกตเห็นจากคนที่เป็น นักเก็งกำไรที่โดดเด่นบางคนหรือบางกลุ่ม นั่นคือ นักเก็งกำไรเชื่อว่า

ข้อแรก การเล่นหุ้นสั้นไม่เสี่ยงแต่การลงทุนยาวเสี่ยง เหตุผลเพราะในระยะยาวแล้ว เรา “ไม่รู้” คาดไม่ได้

ข้อสอง ถ้าซื้อแล้วขาดทุนต้องขายตัดขาดทุนเร็ว แต่ถ้ามีกำไรก็ Let Profit Run คือ ถือให้กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะขาย เมื่อเห็นว่าราคาจะเริ่มกลับตัว ซึ่งนักเก็งกำไรรายย่อยๆ จำนวนมาก ก็ทำตรงกันข้าม

ข้อสาม นักเก็งกำไรมักจะชอบเล่นหุ้นกันเป็นหมู่ หรือรวมกลุ่มกันหลายๆ คน นี่อาจจะเป็นความคิดว่า การรวมกันเล่นจะมีผลต่อราคาหุ้นได้มากกว่าทำอยู่คนเดียว

ข้อสี่ นักเก็งกำไร เชื่อในเรื่องของจิตวิทยาตลาดและมวลชน ว่า มีผลต่อราคาหุ้นมากกว่าพื้นฐานระยะยาวของกิจการ

ดังนั้น นักเก็งกำไรเวลาซื้อขายหุ้นมักจะคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ และนักเก็งกำไรที่เป็น “ผู้นำ” อาจจะต้องสร้างสถานการณ์แบบนั้นให้เกิดขึ้นด้วย

ทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องของพฤติกรรมว่า เป็นอาการของนักเก็งกำไรหรือนักลงทุน โดยทั่วไป เราทุกคนต่างก็มีพฤติกรรมทั้งสองแบบในตัว การที่จะบอกว่าใครน่าจะเป็นนักเก็งกำไรหรือใครน่าจะเป็นนักลงทุนนั้น จึงต้องดูภาพรวมว่าเป็นอย่างไร

ถ้าพิจารณา หรือสังเกตดูแล้วพบว่า เรามักจะถือหุ้นแต่ละตัวค่อนข้างสั้น ทั้งๆ ที่ในใจเราตั้งใจจะถือยาวเมื่อซื้อ นอกจากนั้น เรายังมักมีหุ้นเพียง 1 หรือ 2 ตัว ไม่ใคร่ได้ถือเกินนั้น เรามักซื้อหุ้นเพราะมันกำลังมีข่าว และหุ้นตัวที่ซื้อเราก็มักได้มาจากกลุ่มเพื่อนที่ชักชวนให้ซื้อ เพราะมันกำลังมีข่าวดี

หุ้นที่เราเล่น มักจะมีปริมาณการซื้อขายสูงติดหนึ่งในสิบอันดับ ทั้งที่เป็นหุ้นตัวเล็ก ต่างๆ เหล่านี้ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่บอกได้ว่า แท้ที่จริงแล้วเราเป็น “นักเก็งกำไร” ทั้งๆ ที่ใจเรานั้นบอกว่าเราเป็นนักลงทุน

โดย : โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR:ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

~ by entaneer on September 22, 2010.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: