ถอดรหัสตลาดหุ้น #5 วิ่งไปตามแนวโน้ม

“จงวิ่งไปในที่ที่ “แนวโน้ม” กำลังจะไป” …….. วิชัย วชิรพงศ์ (เสี่ยยักษ์) รายใหญ่ต่างยกนิ้วให้ว่าเป็น “เสือ” ในวงการหุ้นตัวจริง

นักลงทุนมากหน้าหลายตา ทั้งขาใหม่ ขาจร ขาประจำ พากันทยอยเข้าห้องค้าเพื่อเตรียมซื้อขายหุ้น

“วันนี้ มีข่าวอะไรมั่ง” ประโยคฮิตที่ได้ยินบ่อยในห้องค้า

“วันนี้ ตลาดจะเป็นยังไง” นี่ก็ฮิตติดชาร์ตเลยแหละ

แต่ 2 ประโยคนี้ เราจะไม่ได้ยินเลยจากเซียนหุ้นพันล้านที่มานั่งเงียบๆอยู่ภายในห้อง VIP

เงินฟรีไม่มีในโลก ครับ นักลงทุนมืออาชีพล้วนทำการบ้านเตรียมมาเป็นอย่างดีก่อนที่ตลาดจะเปิด

การทำการบ้านล่วงหน้า ทำให้เซียนหุ้นเห็นภาพตลาดชัดเจน เห็นหุ้นเด่นที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะเล่นได้ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดจุดเข้า กำหนดจุดออก รวมทั้งจุดหมอบ (หากพลาดท่า) ไว้ล่วงหน้า……ทำให้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดถูกกำหนดขึ้นมาก่อนที่ตลาดจะเปิดด้วย ซ้ำ

นักลงทุนมืออาชีพเขากำหนดจุดเข้าจุดออกอย่างมีแบบแผน ไม่ได้นึกอยากขายราคาไหนก็ขาย อยากซื้อที่ราคาไหนก็ซื้อ

ต่างจากคนส่วนใหญ่ที่ขาดทุนยังไง …….. เดี๋ยวเราไปแอบฟังกันว่าคนส่วนใหญ่เหล่านั้น มีวิธีคิดเรื่องราคาซื้อ ราคาขาย ยังไง แล้วเดี๋ยวค่อยตามไปดูกันภายหลังว่า รายใหญ่ กับ เซียนหุ้นระดับมืออาชีพ เขามีวิธีคิดเรื่องราคาซื้อ ราคาขาย ต่างจากคนส่วนใหญ่อย่างไร

“หุ้นตัวนี้มันขึ้นมาจาก 3 บาทนะ นี่ 4 บาทแล้ว ไม่ซื้อหรอก แพงแล้ว เสียเปรียบพวกต้นทุน 3 บาท”

“หุ้นตัวนี้เคยอยู่ 4 บาท นี่ลงมาถึง 3 บาทแล้ว ได้ของถูก ต้องซื้อ ต้องซื้อ ได้เปรียบพวกต้นทุน 4 บาทตั้งเยอะ”

“หุ้นตัวนี้ขายไปแล้วที่ราคา 4 บาท จะให้ซื้อที่ราคา 4.04 บาท ไม่มีทาง รอให้มันลงมาต่ำกว่าที่ขายก่อนถึงจะซื้อ”

“หุ้นตัวนี้เพิ่งซื้อมาในราคา 5 บาท จะให้ขายที่ราคา 4.80 บาท ไม่มีทาง”

แหม ถ้าผมเป็นผู้กำหนดราคาตลาด ผมก็คงคิดและทำแบบนั้นเหมือนกัน

คนส่วนใหญ่ในตลาดมักกำหนดราคาที่จะซื้อหรือขาย เสมือนเป็นผู้กำหนดหรือควบคุมราคาหุ้นได้อย่างเด็ดขาด …. ไม่รู้แหละ ไม่ได้ราคานี้ก็จะไม่ซื้อ ไม่ได้ราคานี้ก็จะไม่ขาย

ผลของการไม่ได้ทำการบ้านมาล่วงหน้า แล้วเที่ยวมากำหนดราคาซื้อราคาขายเอาเองตามอำเภอใจ เราเลยเห็นคนส่วนใหญ่มีอาการแบบนี้บ่อยๆในห้องค้าใช่ไหมครับ

เวลาหุ้นขึ้นๆๆๆๆ กลับนั่งเครียดซึมเศร้า เพราะไม่มีหุ้นติดมือเลย ขณะที่คนอื่นเขาเฮฮา ตบไม้ตบมือ แล้วมานั่งบ่นว่า รู้งี้สัปดาห์ที่แล้วน่าจะซื้อ ไม่งั้นป่านนี้กำไรบานเลย

เวลาหุ้นลงๆๆๆๆ ก็เครียดอีก เพราะหุ้นลงมาให้ซื้อ จนติดไม้ติดมือเต็มไปหมด เกะกะน่ารำคาญ ตั้งซื้อราคาไหนที่ว่าถูก ก็ได้หมด จนเงินหมดไม่มีให้ซื้อแล้ว ราคายังไม่ยอมหยุดไหลเลย ขณะที่เซียนหุ้นที่กำหนดจุดเข้าจุดออกไว้ล่วงหน้า กำลังนั่งเลือกหุ้นถูกๆอยู่ ว่าจะซื้อตัวไหนดี

เซียนหุ้นที่อยู่ในตลาดมานาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก หลายท่านด้วยกัน ล้วนเปิดเผยตรงกันโดยมิได้นัดหมายกันมาก่อนครับ

“ผมไม่เคยจำราคาด้วยซ้ำไปว่าผมซื้อราคาไหน ขายราคาไหน ผมดูแต่แนวโน้ม ตราบใดที่หุ้นยังมีแนวโน้มขึ้น ผมก็ซื้อตามขึ้นไปเรื่อยๆล่ะครับ และถ้ามันเปลี่ยนกลายเป็นแนวโน้ม ขาลง ผมขายทิ้งหมด” เสียงเซียนหุ้นออกมาเหมือนกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ทั้งๆที่สัมภาษณ์ต่างคน ต่างกรรม ต่างวาระ

การทำการบ้านมาล่วงหน้า มันมีคุณค่าคุ้มค่าเหนื่อยมากเลยครับ เงินฟรี ไม่มีหรอก อย่าไปรอ นั่งขอหวยจากโบรกเกอร์

ผมเองลองทำตามที่จอมยุทธ์ในวงการหุ้นสอนสั่งเหมือนกัน ผมเลือกหุ้นผิดเป็นประจำเลยล่ะครับ แหะๆ ถูก 5 ครั้ง ผิด 5 ครั้ง เสมอเลย

แต่เวลาผมผิด ผมเสียหายน้อยมากๆ …… ถ้าเล็งจุดซื้อไว้ดีแล้วยังลงได้ ผมก็ยอมรับว่าผิดคาดพลาดท่า ขายทิ้งลิมิตผลขาดทุนไม่ให้บานปลาย

แต่ถ้าผมเข้าซื้อแล้วมันขึ้น ผมจะปล่อยกำไรวิ่งไปเรื่อยไม่ขวางทางมัน บางตัวสามารถทำกำไร ได้ 5-10% ภายในวันได้เลยด้วยซ้ำ

ดังนั้นถูก 5 ผิด 5 ก็รวยแล้วล่ะครับ ดีกว่ากำหนดราคาซื้อ กำหนดราคาขายเอง ตามอำเภอใจมั่วซั่ว

แล้วเราจะเริ่มการบ้านกันที่จุดไหนดี?

อันนี้ก็แล้วแต่สไตล์ของแต่ละท่านนะ แต่ถ้าเป็นผม ผมจะเริ่มจากการดูโวลุ่มก่อน เพราะผมถือว่า หุ้นตัวไหนมีปริมาณการซื้อขายเยอะ แสดงว่าหุ้นตัวนั้นมีการกระจุกตัวของราคาแล้วล่ะ จะเรียกว่า “เจ้าเข้า” ก็ได้

ทำไมผมถึงให้ความสำคัญของโวลุ่มล่ะครับ แหะๆๆ ขอแซวตลาดหลักทรัพย์หน่อยเหอะ ที่บอกว่า “การลงทุนต้องมีหลักการ”

ไหนๆจะถอดรหัสลับตลาดหุ้นกันแล้ว ผมขอแก้หน่อยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงได้ไหมครับ

“การลงทุนต้องมีเจ้ามือ”

ไม่มีผู้นำมาไล่ซื้อขึ้น แล้วอยู่ๆ มันจะขึ้นไปเองมากๆได้ยังไง เพราะใครๆก็อยากซื้อถูกด้วยกันทั้งนั้นแหละ

หุ้นทุกตัวในตลาดล้วนมีเจ้ามือทั้งนั้นครับ อย่ามาทำเป็นแยกแยะหน่อยเลย ว่านี่หุ้นปั่นของรายใหญ่ นี่เป็นหุ้นปั้นของกองทุน และนั่นเป็นหุ้นพื้นฐานดี ฝรั่งเลยรีบแย่งกันซื้อ

ดังนั้นหากท่านเกาะเงินของเจ้ามือขึ้นไปได้ ท่านก็กำไรสถานเดียว

อ้าว แล้วตัวไหนล่ะที่เจ้ามือเข้าสถิต ….. นี่ไงครับ ที่เราจำเป็นต้องทำการบ้าน

การทำการบ้านเลือกหุ้นที่จะเข้าซื้อ มันก็เหมือนกับการเลือกรถเมล์ว่าจะขึ้นรถเมล์สายอะไรที่จะพาเราไปถึงที่หมาย ปลายทางได้

ตอนที่พวกเราเป็นเด็กนักเรียน ถ้าเราจะไปโรงเรียน เราจะขึ้นรถเมล์สายหนึ่ง แต่ถ้าเราจะไปบ้านเพื่อนที่ลาดพร้าว เราก็จะขึ้นรถเมล์อีกสายหนึ่ง และถ้าวันไหนเรานัดไปเที่ยวสวนสยามกับเพื่อน เราก็จะต้องเช็คดูก่อนใช่ไหมครับ ว่าจะไปสวนสยามต้องขึ้นรถเมล์สายไหน จนกระทั่งเราโตมา เราก็ยังต้องเลือกอยู่ดี ว่าหากจะไปบ้านแฟนคนที่สี่ จะต้องขึ้นรถเมล์สายอะไร หรืออยากจะไปร่วมชุมนุมทางการเมืองที่สนามหลวง แต่ดันไปขึ้นรถที่จะไปปากเกร็ด ก็คงไม่ได้ร่วมชุมนุมกับเขาแน่

เมื่อเราเลือกได้แล้วว่าจะต้องขึ้นรถเมล์สายไหน เราก็ต้องมาเลือกอีกว่าจะขึ้นคันไหน

รถเมล์บางคันจอดเข้าพัก รอเข้ากะในรอบต่อไป คนขับขอตัวไปนอนก่อน ในขณะที่รถบางคัน คนขับรถมัวแต่วอร์มอัพ ปรึ้นนนนๆๆ อยู่นั่น ไม่ไปซะที ลีลาเยอะ ถ้าเป็นเราๆท่านๆ ก็คงอยากขึ้นคันที่คนขับสตาร์ทพร้อมแล้ว กำลังจะขับออกไปเดี๋ยวนี้แล้วเท่านั้นใช่ไหมครับ

ก็เหมือนกันแหละ หลังจากที่เราทำการบ้านหลังตลาดปิด เลือกหุ้นที่กราฟสวยๆมาได้แล้ว เช่น หุ้นตัวนั้นเกิด Golden cross หุ้นตัวนี้มี Buy signal ได้แนวรับแนวต้านมาเรียบร้อยแล้ว 4-5 ตัว คราวนี้ เราก็ต้องมาดูในชั่วโมงเทรดแล้วล่ะครับ ว่าตัวไหนจะพร้อมวิ่งก่อนกัน

หลังจากที่ตลาดเปิดไปได้ไม่นาน หากหุ้น 4-5 ตัวนั้นที่เราเลือกมา ตัวไหนมีโวลุ่มทะลักเข้ามามาก หรือ บางท่านอาจจะเรียกว่า “โวลุ่มเอ้าท์เพอฟอร์ม” สอดคล้องไปกับการขึ้นของราคา ก็ตัวนั้นแหละ ที่กำลังจะวิ่งแรง

หากโวลุ่มไม่มา ราคาไม่ขึ้นหรอกครับ แม้กราฟจะสวยรอไว้ล่วงหน้าแล้วขนาดไหนก็ตาม

พอมาถึงตรงนี้ เกิดคำถามขึ้นมาในทันทีใช่ปล่าวครับ “แล้วเราจะดูจากไหนล่ะ ว่าโวลุ่มเข้า เจ้ามือมา?”

สมมุติว่าตลอด 4-5 วันที่ผ่านมา หุ้นที่เราหมายตา เทรดทั้งวันเฉลี่ยเพียง 4 แสนหุ้นเท่านั้น แต่มาวันนี้หลังตลาดเปิดเพียง 5 นาที volume ปาเข้าไปแล้ว 1 ล้านหุ้นแล้ว ก็แสดงว่า เจ้ามือเข้าแล้ว เจ้าของลุยแล้ว

แน๊ะ มีคำถามเกิดขึ้นอีก “อ้าว แล้วอย่างนี้ ไม่ใช่แมงเม่าบินเข้ากองไฟหรอกหรือ?”

แมงเม่าบินเข้ากองไฟมันหมายถึง ตามแห่นะครับ เห็นตัวไหนวิ่งดี ก็วิ่งเข้าตาม วิ่งซื้อทัน แต่วิ่งออกมาไม่ทัน

ความต่างระหว่าง “เล่นถูกตัวถูกเวลามาพร้อมกับเจ้า” กับ “ตัวไหนซิ่ง วิ่งเข้าใส่” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะครับ

เดี๋ยวให้ดูหุ้นตัวหนึ่งแล้วกัน ….. หลังจากที่เราทำการบ้านมาแล้ว พบว่า หุ้น XYZ ปิด 3.94 บาท แนวรับ 3.92 แนวต้าน 3.98 และแนวต้านถัดไป 4.24 บาท

ถ้า หลังจากตลาดเปิดได้ไม่นาน ปรากฏว่า ราคาเปิดของหุ้น ไปเปิดที่ 4.02 แถมมีโวลุ่มทะลักเข้ามาอีก แบบนี้ แสดงว่า เจ้าเข้าแล้ว และผ่านแนวต้านได้แล้วด้วย แบบนี้เราต้องซื้อตามน้ำนะครับ เพราะมันกำลังวิ่งขึ้นไปหาแนวต้านถัดไปที่ 4.24 …….. ถึงใครต่อใคร จะหาว่าซื้อแพง แต่ ประเด็นคือ ถ้าสามารถขายได้แพงกว่า ก็น่าซื้อ

สมมุติให้ดูในอีกทางนึงแล้วกันนะครับ หากวันนั้นฟ้าฝนไม่เป็นใจ เปิดตลาดที่ราคา 3.94 แล้ววิ่งด่วนจี๋ไปชนแนวต้านที่ 3.98 จากนั้น ก็ชนแล้วชนอีก เจอขายขวางวางอยู่เรื่อยเลย กรณีนี้ถึงแม้จะมีโวลุ่มทะลักเข้ามาก็ไม่น่าซื้อตาม เพราะมันไม่ผ่าน เพราะไม้หน้าสามจากผู้ที่ซื้อเก็งกำไรดักไว้ตั้งแต่เมื่อวาน กำลังรอดักตีหัวแมงเม่าอยู่

ลองตรวจเช็คกันดูนะครับ ว่าเรามีการทำการบ้านมาดีพอหรือยัง และ เราใช้ข้อมูลเดียวกันกับมืออาชีพหรือเปล่าในการทำมาค้าขายหุ้น

ที่มา : ThaiDayTrade

~ by entaneer on June 7, 2010.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: