ถอดรหัสตลาดหุ้น #16 วาทะรับน้อง

มาถึงตอนท้ายของเล่มแล้ว เชื่อว่าทุกท่านที่อ่านมาตั้งแต่ต้นจะเริ่มมองเห็นภาพรวมและสิ่งซ้อนเร้นที่ มีอยู่จริงในตลาดหุ้น รวมถึงแนวคิดในการพัฒนากลยุทธ์ของตน เพื่อมารับมือกับสิ่งที่ตนต้องฟันฝ่าไปให้ได้ในตลาดหุ้นแล้ว

ก่อนจบเล่ม ผมได้ทำการขอนัดสัมภาษณ์นักลงทุนรายย่อยรุ่นเยาว์ 2 ท่าน ซึ่งทุกวันนี้อยู่ในระดับโปรเฟสชั่นนั่ล รวมทั้งได้ขอนัดพบปะพูดคุยกับ “ป๋าบุญ” พี่เลี้ยงผู้มากประสบการณ์ และ ได้ทำการถอดเทปบันทึกนั้นมาฝากเป็นการปิดท้าย

ทั้ง 2 ท่านแรก เป็นเซียนหุ้นที่ประสบความสำเร็จสูงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับบรรดานักลงทุนวัยเดียวกัน และ ปัจจุบันทั้งคู่อายุยังไม่ถึง 30 ปี ด้วยซ้ำ รุ่นเยาว์จริงๆ ส่วน “ป๋าบุญ” จะไม่กล่าวถึงเลยไม่ได้แน่ เพราะ “ป๋าบุญ” นอกจากจะเป็นที่ปรึกษาในกลยุทธ์การเทรดการลงทุนแล้ว “ป๋าบุญ” ยังเป็นพี่เลี้ยงที่ดีให้กับกลุ่มเราในการเริ่มต้นสู่ตลาดหุ้นด้วย

ทั้ง 3 ท่านนี้ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง และได้ขอร้องให้ทางทีมงานของเราไม่เปิดเผยชื่อและนามสกุล รวมทั้งรายละเอียดอื่นก่อนโดยไม่ได้รับอนุญาต

เราจะเริ่มกันที่การสัมภาษณ์ในลักษณะถามตอบกับ “เซียนต้น” ตามด้วยการถอดเทปการให้แนวคิดการลงทุนจาก Mr. Followbuy แห่ง followbuy.com ในโจทย์ที่เราถามว่า “ลงทุนอย่างไร ให้มีชัยในทุกสนาม” และ ปิดท้ายด้วย “ป๋าบุญ” พี่เลี้ยงผู้คว่ำหวอดในวงการตลาดหุ้นมานาน ตั้งแต่สมัยตลาดหุ้นใช้การ “เคาะกระดาน” ในโจทย์ที่เราถามว่า “เริ่มต้นอย่างไร สำหรับมือใหม่ ไร้ประสบการณ์”
เชิญฟังสัมภาษณ์ไปพร้อมกับเราได้เลยครับ

ทีมงาน เล่นหุ้นรวย เพราะทางบ้านรวยหรือเปล่าครับ เห็นเซียนต้นขับ Benz ท่าทางจะมีฐานะทางบ้านเข้าขั้นเศรษฐี
เซียนต้น เล่นหุ้นรวยเพราะบ้านรวยไม่เกี่ยวกันครับและทางบ้านผมไม่ได้รวยครับ

ทีมงาน เห็นเขาว่ากันว่า ถ้าคนไหนมีเงินหนาๆ ก็เล่นหุ้นประสบความสำเร็จกันทั้งนั้นจริงป่าวครับ
เซียนต้น หลายคนอาจจะคิดแบบนั้น แต่มันไม่จริงครับ การจะเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จ แท้จริงแล้วอยู่ที่ข้อมูลและการตัดสินใจครับ การมีเงินจำนวนมาก บางครั้งอาจจะเสียเปรียบด้วยซ้ำไปเพราะหุ้นบางตัวมีสภาพคล่องน้อย กว่าจะซื้อหุ้นได้ครบ ก็ต้องซื้อราคาแพง พอจะขายก็ขายยาก ทำให้ขายได้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ทีมงาน แล้วเริ่มต้นยังไงกับหุ้นล่ะครับ ทำไมถึงมาเล่นหุ้นแบบ full-time
เซียนต้น เคยตั้งใจไว้ตั้งแต่ยังไม่มีเงินแล้วครับว่าจะต้องเข้ามาเล่นหุ้น โดยมีความฝันว่าวันนึงจะมีรายได้เงินปันผลจาก port ที่ลงทุนเพียงพอ โดยที่ไม่ต้องทำงาน หลังจากได้ bonus ก้อนแรกมาก็นำมาซื้อหุ้นทันทีเลยครับ

ทีมงาน พอจะเปิดเผยได้ไหมครับ เริ่มต้นเท่าไหร่ ใช้เงินเยอะไม๊
เซียนต้น เริ่มด้วยเงินประมาณ 2แสนบาทครับ

ทีมงาน เล่นครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จเลยหรือเปล่าครับ เซียนต้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ?
เซียนต้น ไม่ประสบความสำเร็จครับ เจ็บตัวแต่ไม่มาก ทีแรกกะว่าจะซื้อลงทุน เลยซื้อแต่หุ้น Blue chip กับหุ้นปันผล หลังจากซื้อไปปุ๊ป นั่งจ้องมันทั่งวัน พอขยับลงมาหน่อยก็เครียดแล้ว ซักพักก็ไม่ไหวครับทนไม่ได้ต้องขายตัดขาดทุนออกไปครับ

ทีมงาน ได้บทเรียนอะไรมาจากการเล่นหุ้นในช่วงแรกๆบ้างครับ
เซียนต้น รู้จักตัวเองครับ รู้ว่าเราไม่ใช่นักลงทุนระยะยาวแน่นอน เลยกำหนดกลยุทธ์ใหม่

ทีมงาน บทเรียนราคาแพงสุดในตลาดหุ้นคืออะไรครับ
เซียนต้น เหตุการณ์ 911 ครับ วันนั้นมั่นใจมาก พกหุ้นกลับบ้านไปมากที่สุดในชีวิต

ทีมงาน หลักการสำคัญที่สุดที่ยึดเป็นเกณฑ์ในการเล่นหุ้นคืออะไรครับ
เซียนต้น ทำความรู้จักตัวเองให้ดีก่อนว่าเราเป็นนักลงทุนแบบไหน ต้องการอะไรจากการลงทุน กำหนดกลยุทธ์และวางแผนที่จะลงทุน และ ตัดสินใจซื้ออย่างมีเหตุผล และปฏิบัติตามกลยุทธ์ที่เราวางไว้

ทีมงาน ฟังดูก็ไม่น่าจะยาก แล้วทำไมคนเจ๊งมีมากกว่าคนได้ล่ะครับ
เซียนต้น นักลงทุนใหญ่จะเข้ามาเล่นหุ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นบูมมากๆ พอเริ่มรู้สึกว่าชาวบ้านเค้ารวยกันก็เลยเข้ามาลองดูบ้าง พอเข้ามาช่วงที่ตลาดมันดีมากๆ ราคาหุ้นส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับที่สูง พอตลาดเริ่มลงก็ขาดทุนซิครับ ตรงข้าม ตอนที่ตลาดหุ้นเงียบเหงาสุดๆ ราคาหุ้นลงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น กลับไม่มีใครอยากซื้อหุ้น มันก็เลยกลายเป็นคนส่วนใหญ่มักซื้อหุ้นตอนแพง มีคนส่วนน้อยมาก ที่ได้ซื้อหุ้นตอนราคาถูก จึงเป็นที่มาว่า คนเจ๊งมีมากกว่า

อย่าว่าแต่รายย่อยเลยครับกองทุนรวมเองก็เป็นครับ สมัยปี 2000 หุ้นเทคโนโลยีบูมมากๆกองทุนรวมหุ้นไฮเทคโนโลยีผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มาปี 2001 หุ้นเทคโนฯ ลงเละ ต่อมาปี 2004 (ไม่แน่ใจ) หุ้นอสังหาฯ บูมมาก ราคาหุ้นแต่ละตัวขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 100 % กองทุนรวมยังไม่เข็ดผุดกองทุนรวม property ขึ้นมาอีกจำนวนมาก หลังจากนั้นหุ้นอสังหาฯแต่ละตัวลงเละเช่นเดิม ล่าสุดผมเริ่มจะเห็นกองทุนรวม เริ่มจะตั้งกองทุนรวมพลังงานอีกแล้วครับ

ทีมงาน คิดยังไงกับคำพูดที่ว่า “เราเล่นสู้เขาไม่ได้หรอก เขามีข่าววงใน”
เซียนต้น อันนี้จริงครับถ้าเขาใช้ข่าววงในเราเสียเปรียบแน่นอนครับ เราก็อย่าไปซื้อหุ้นที่มีพฤติกรรมแบบนี้ซิครับ

ทีมงาน มีหลักในการเลือกหุ้นยังไงครับ
เซียนต้น จะให้น้ำหนักกับพื้นฐานในการเลือกตัวหุ้น และจะใช้สัญญาณทางเทคนิคบวกกับบรรยากาศการลงทุน ในการตัดสินใจเข้าซื้อครับ

ทีมงาน จังหวะในการซื้อหุ้นควรเป็นตอนไหนครับ
เซียนต้น ไม่มีกฏอะไรตายตัวครับขึ้นอยู่กับจังหวะและสถานการณ์ครับ ที่สำคัญอยู่ที่กลยุทธ์ของแต่ละคนด้วย

ทีมงาน ทำไมเซียนต้นต้องขายตัดขาดทุนด้วยครับ ได้ข่าวว่าขายขาดทุนก็บ่อย
เซียนต้น ไม่มีกฎตายตัวเช่นเดียวกัน มันก็กลับไปอยู่ที่กลยุทธการลงทุนของเราเอง ถ้าดูมาดีแล้วว่าหุ้นที่เราซื้อเป็นหุ้นพื้นฐานดี ราคามันถูกจริงๆ คิดไว้ว่าจะซื้อลงทุน ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปตัดขาดทุน อย่างน้อยก็สบายใจที่ได้ถือไว้ แต่ถ้าตัดสินใจว่าจะซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไร แล้วมันเกิดขาดทุน ก็ควรจะขายตัดขาดทุนไป เพราะการซื้อเก็งกำไร คงไม่ได้ไปคำนึงถึงพื้นฐานอะไรมากมาย ในตอนตัดสินใจซื้อ ถือไว้ก็เครียดเปล่าๆ

ทีมงาน แต่ถ้าไม่ขาย ก็ไม่ขาดทุนนะครับ ถือไว้เดี๋ยวมันก็เด้งกลับ หุ้นมีลงก็ต้องมีขึ้น
เซียนต้น อย่าไปคิดเลยครับว่าไม่ขายคือไม่ขาดทุน มันเป็นการหลอกตัวเอง แท้จริงแล้วเราก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันขาดทุนไปแล้วจริงๆ

ทีมงาน ถ้าติดหุ้นอยู่ ควรจะซื้อถัวเฉลี่ยดีไหมครับ เซียนต้น
เซียนต้น มันขึ้นอยู่กับกลยุทธการลงทุนที่เราวางไว้ ลองนึกย้อนกลับไป ตอนเราเริ่มซื้อหุ้นตัวนั้นๆว่า เราใช้หลักการ และเหตุผลอะไรในการเข้าซื้อ ถ้าเรากะว่าจะซื้อเข้าไปซื้อเล่นเก็งกำไรตามชาวบ้านเค้า ตอนขายก็ควรขายแบบเก็งกำไรด้วย เช่น ซื้อแล้วหวังกำไรซัก 5% แต่ถ้าซื้อแล้วไม่ขึ้นก็ควรจะตัดขาดทุนที่ไม่เกิน 5% ด้วย ไม่ใช่กำไรเอา 5% แต่ขาดทุนเอา 50% แต่ถ้าเหตุผลในการลงทุนตอนนั้น คือการลงทุนระยะยาว หาข้อมูลมาอย่างดีแล้วว่า ราคานี้ถูก ปันผลสูง ราคาลงมาก็ไม่ผิดที่จะซื้อเพิ่ม

ทีมงาน เซียนต้นขายเมื่อมีกำไรกี่เปอร์เซ็นต์ครับ
เซียนต้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ครับ บางครั้งกำไร 5% ก็ควรขาย บางครั้งกำไร 100% ยังไม่ควรขายเลย แต่บางครั้งขาดทุนก็ต้องขายครับ

ทีมงาน ซื้อหุ้นราคาถูกๆ ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีดีไหมครับ ราคาถูกดี ต่ำกว่าราคาบุ๊คแวลู
เซียนต้น ไม่ควรใช้เกณฑ์ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี มาเป็นเหตุผลในการเลือกซื้อหุ้นครับ เพราะ ถ้าหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี แต่ความสามารถในการทำกำไรไม่ดี ราคาก็ต่ำอยู่อย่างนั้น ลงทุนไปก็เงินจม ไม่สังเกตหรือครับ ว่าราคาหุ้นกลุ่มเหล็ก เช่น SSI, NSM ก็ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีทั้งนั้น แต่ 4 ปีแล้วที่ราคาไม่ขึ้นเลย แถมเตี้ยลงเตี้ยลงอีกในแต่ละปี ราคาหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นจากคนส่วนใหญ่มองเห็นโอกาสในการทำกำไรในอนาคต มากกว่าครับ ไม่ใช่ซื้อหุ้นเพราะมองว่า ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ถ้าจะซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีจริง ต้องไปซื้อหุ้นที่บริษัทกำลังจะเจ๊งครับ เมื่อบริษัทนั้นเจ๊ง ขายทรัพย์สินทอดตลาด ก็พอมีหวังได้เงินคืนมามากกว่าราคาที่ซื้อหุ้นอยู่บ้าง แต่ถ้าบริษัทไม่เจ๊ง โอกาสทำกำไรก็ไม่มี ราคาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีก็ไม่มีความหมาย

ทีมงาน เซียนต้นมีหุ้นในดวงใจไหมครับ
เซียนต้น ใจง่ายครับ เปลี่ยนตัวชอบไปเรื่อยๆ แต่มักจะชอบกลุ่มโบรกเกอร์ เพราะรู้สึกว่าขึ้นลงเร็วดี ไม่มีรอบไหนที่ตลาดขึ้น แล้วกลุ่มโบรกเกอร์ไม่ขึ้น ธุรกิจไม่ซับซ้อนมาก พอจะคาดการกำไรได้เองโดยคำนวณจากปริมาณการซื้อขายของตลาดต่อวัน และ Market Share ของโบรกเกอร์ตัวนั้น อีกอย่างยังมีตลาดหลักทรัพย์คอยควบคุมให้อีก

ทีมงาน มีความเห็นยังไงกับหุ้นขนาดใหญ่ ราคาแพงจัง เล่นหุ้นตัวเล็กๆ ราคาต่ำกว่าบาท ราคา 1-3 บาท ได้เปรียบกว่าไหมครับ ถ้าเราเป็นรายย่อย
เซียนต้น อย่าไปกลัวหุ้นราคาแพงครับ หุ้นตัวละ 100 บาทขึ้นทีละ 1 บาท กับหุ้นตัวละ 10 บาทขึ้นทีละ 10 สตางค์ มันก็ 1% เท่ากัน

ทีมงาน ทำไมเซียนหุ้นส่วนใหญ่ มักแนะให้ซื้อตามตอนหุ้นวิ่ง ราคามันขึ้นมามากแล้ว ทำไมเซียนหุ้นไม่ชอบให้ถัวเฉลี่ยราคาตอนหุ้นลง ยิ่งลงก็ยิ่งซื้อได้ถูก
เซียนต้น เพราะเซียนหุ้นที่ว่าเนี่ยเป็น Money Maker ไม่ใช่ Investor ถ้าไปซื้อหุ้นนิ่งๆหรือหุ้นที่เคลื่อนไหวน้อย เงินจม และ โอกาสในการทำกำไรก็แทบจะไม่มีเลยซิครับ หุ้นนิ่งๆยังทำกำไรยาก ยิ่งหุ้นลง ยิ่งไม่ต้องคุยเลยครับ Money Maker เค้าไม่เล่น ตอนหุ้นลง ต้องเป็นเซียนหุ้นลงทุนแบบ วอเรน บัฟเฟท์ หรือบ้านเราก็มี ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ทีมงาน เห็นเพื่อนเซียนต้นบอกว่า ช่วงตลาดดีๆ เซียนเทรดทีหลายสิบล้านบาทต่อวัน จริงหรือป่าวครับ
เซียนต้น ก็มีบางครั้งครับ แต่ไม่ดีหรอก Trade หลายรอบมากก็เสียค่าคอมมิชชั่นมากตอนนี้ลดลงไปเยอะแล้วครับ แบ่งไป trade futures แทน

ทีมงาน เห็นเพื่อนเซียนต้นบอกว่า รถเบ็นซ์ที่ขับ กับ นาฬิกาโรเล็กซ์เรือนละ 4 แสน ซื้อเป็นรางวัลชีวิตให้กับตัวเอง เล่นหุ้นได้กำไรมากมายขนาดนั้นเลยหรอครับ ใช้เวลาสะสมกำไรนานป่าว
เซียนต้น ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเป็นรางวัลครับ แต่ผมชอบและอยากได้มานานแล้ว ตอนนั้นพอมีเงินเหลือ ก็เลยตัดสินใจซื้อครับ แต่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะครับ และอยากแนะนำนักลงทุนหน้าใหม่ ไม่ควรนำเงินที่ได้จากการเล่นหุ้นไปผ่อนอะไรทั้งนั้น เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอน อาจจะขาดทุนก็ได้ในอนาคต ตอนที่ซื้อนั้นเล่นหุ้นมาประมาณ 3-4ปี แต่ที่ได้กำไรจริงๆ รู้สึกจะเป็นช่วงปี 2003 ครับ ช่วงนั้นผมว่าใครเล่นหุ้นก็ได้กำไรเยอะๆกันทุกคนครับ อยู่ที่ได้มาแล้วจะคืนมันไปหรือเปล่าครับ

ทีมงาน เป้าหมายในชีวิตเซียนต้น อยากทำอะไรครับ
เซียนต้น เป้าหมายคืออยากรวยครับ และไม่อยากทำอะไร (พูดเสร็จ หัวเราะ)

ทีมงาน มีอะไรอยากฝากบอกคนใหม่ๆที่เข้ามาตลาดหุ้นมั่งครับ
เซียนต้น ผมเห็นนักลงทุนหลายคนมักจะขายหุ้นที่มีกำไรออก แล้วเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้ใน Port สมมุติว่าซื้อหุ้นเข้า port ไป 10 ตัว พอตัวไหนขึ้นมามีกำไรก็จะขายออก แล้วก็ไปซื้อหุ้นตัวอื่นแทน ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนหุ้นทุกตัวใน port ขาดทุนหมด

แท้จริงแล้วหุ้นตัวที่ขึ้น มันก็คือหุ้นที่ดี แต่เรากลับไปขายมัน ไอ้ตัวที่ไม่ขึ้นก็คือหุ้นไม่ดี เรากลับไปเก็บไว้ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย Port เราก็จะมีแต่หุ้นไม่ดีทั้งหมด จะดีกว่าไหมถ้าขายหุ้นที่ขาดทุนออกไปให้หมด เก็บแต่หุ้นที่มีกำไรเอาไว้ ทุกครั้งที่เอา port มาดูก็ชื่นใจเห็นมันกำไรทุกตัวดีกว่าเห็น port ส่งมาที่บ้านทีไร แทบจะอยากเอาไปเผา

จากนั้นเซียนต้นก็ขอตัวไปทำธุระต่อ ล่าสุดเซียนต้นได้ร่วมลงหุ้นกับเพื่อนเปิดผับย่านทองหล่อ และ เปิดร้านอาหารญี่ปุ่นย่านถนนรัชดา ทางทีมงานเลยต้องยุติการสัมภาษณ์ต่อด้วยความจำใจ

ล่าสุดเราถอดเทปแนวคิดจาก Mr. Followbuy เซียนหุ้นเล่นรอบแห่ง followbuy.com ในโจทย์ที่เราถามว่า “ลงทุนอย่างไร ให้มีชัยในทุกสนาม” มาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสดๆร้อนๆ ไปฟังกันครับ

“แนวคิดของผมก็ไม่ได้แตกต่างไปจากผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านการลงทุน ท่านอื่นๆหรอกครับ เพียงแต่ว่าการคัดกรองและเลือกหุ้นของผม อาจจะแตกต่างจากท่านอื่นๆไปบ้างเท่านั้นเองครับ แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจครับ”

“เริ่มแรกเลยผมจะยังไม่ได้ดูจากเทคนิค ไม่ได้ดูกราฟนะครับ ผมเริ่มต้นจากการอ่าน การอ่านจะทำให้เรามีข้อมูลของหุ้นตัวนั้นๆ ที่ค่อนข้างแน่น แล้วถ้าในอนาคตเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็ตาม จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์และเข้าใจผลกระทบของเหตุการณ์นั้นๆ ที่มีต่อหุ้นของเราได้อย่างรวดเร็วทำให้ไม่เสียโอกาสในการเข้าซื้อขายครับ”

“หลังจากนั้น เราก็ต้องมองหาจุด หรือว่า “Investment Theme” ของหุ้นตัวนั้น ว่าเราจะเล่นเรื่องไหน เพราะอะไร ทำไมต้องเรื่องนี้ มันส่งผลบวกหรือลบขนาดไหนต่อราคาหุ้นในอนาคต จากนั้นถึงจะมาเข้าสู่ขั้นตอนของการใช้เทคนิคเข้ามาช่วยคัดกรองเป็นด่านสุด ท้ายครับ

“อย่างในปีนี้ก็จะมีหุ้นอยู่ 2 ตัวที่ทำกำไรให้กับก๊วนของเราได้ค่อนข้างสูง ก็คือทาง BANPU กับ ATC ครับ ทั้งคู่ผมเล่นในแนวโน้มของราคาผลิตภัณฑ์ของเค้าที่ตอนนั้นมีแนวโน้มจะปรับ ตัวสูงขึ้นตามความต้องการในตลาดโลกที่สูงขึ้น และบทวิเคราะห์ของต่างชาติหลายๆที่ก็ชื่นชอบทั้ง 2 ตัวนี้ด้วย ทำให้ค่อนข้างมั่นใจมากขึ้น เพราะจะได้อาศัยเงินของต่างชาติพาไปด้วย จากนั้นค่อยเข้าไปซื้อหุ้น โดยทาง BANPU นี้เริ่มซื้อตั้งแต่ 170 บาทกว่าๆครับ ส่วน ATCประมาณ 43-44 บาท สรุปแล้วก็คือว่า ผมจะใช้ปัจจัยพื้นฐานในการเลือกหุ้นก่อน จากนั้นค่อยนำเอาเทคนิคเข้ามาหาจังหวะและระดับราคาในการเข้าซื้อขายครับ”

“สำหรับนักลงทุนที่มาเล่นแบบไม่มีทุนหนุนหลัง ตั้งใจว่าจะมาหาเอาดาบหน้าอย่างเดียวเล็งแต่จะเล่นพวกหุ้นเก็งกำไรตัวเล็กๆ ลุ้นเอาว่าจะมีใครมาผลักมาดันให้ราคามันสูงขึ้นรึเปล่า ราวกับเล่นการพนันไม่มีผิด ขอบอกเลยว่ายากครับที่จะได้เงินกลับบ้าน

“ยิ่งในช่วงที่เป็นภาวะกระทิงจัดๆแบบปีนี้ด้วยแล้ว คุณคิดว่านักลงทุนรายใหญ่เค้าอยากจะเล่นอะไรมากกว่ากันครับ ระหว่างซื้อหุ้นขนาดใหญ่ที่พื้นฐานดีและเป็นที่ชื่นชอบของต่างชาติในจำนวน เงิน 200-300 ล้านบาท มองกำไรไว้ที่ระดับ 30-40% กับ การเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับการเล่นหุ้นที่ Market Caps ไม่กี่ร้อยล้านบาท ซึ่งตนเองแทบจะสามารถดันให้ราคาหุ้นขึ้นไปได้ อย่างไม่ลืมหูลืมตาเลยล่ะ +300% 400%ง่ายๆเลยนะ ซึ่งขั้นตอนนี้ยังต้องระวัง การเข้าจับกุมของเจ้าพนักงานแห่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยนะครับ แต่ว่าจังหวะจะขายหุ้นออกจริงๆ กลับขายไม่ได้ ไม่มีใครมารับช่วงต่อ ก็จะได้ไปแต่ Unrealized Gain พร้อมๆกับเงินที่ต้องค้างอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่หาข่าวดีๆอะไรมาสนับสนุน ก็คงจะขายออกได้ยาก”

“เจออย่างนี้พวกนักลงทุนรายใหญ่ๆ เค้าก็หันไปเล่นตัวใหญ่ๆกันหมด ขอฝากตัวฝากใจไปกับเงินฝรั่งก่อนดีกว่า สบายใจแล้วก็ปลอดภัยกว่าด้วย ในจุดนี้ผมก็อยากจะชี้ให้ท่านนักลงทุนมองถึงการเลือกประเภทของหุ้นด้วย เหมือนกันครับ อย่ามัวแต่จะเล่นแต่หุ้นเก็งกำไรอย่างเดียว ถ้าภาวะกระทิงแบบนี้เลือกหุ้นตามฝรั่งกันบ้างเถอะครับ”

“เล่นไปตามกระแสเคลื่อนไหวไปตามตลาดดีกว่า”

“ยิ่งสมัยนี้มี TFEX มาให้เล่นด้วยแล้ว ทำให้การเล่นและการเคลื่อนไหวสามารถทำได้สะดวกขึ้นทั้งในรอบของการขึ้นและ ลง”

“ส่วนในเรื่องของการ cut loss แล้วก็ follow buy นั้น ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่นักลงทุนทุกท่านควรจะต้องทำให้เคยชินเป็นนิสัย ในจุดนี้ก็คงจะเหมือนๆกับท่านอื่นๆที่มอง2 สิ่งนี้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ”

“ผมจะลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆก็แล้วกัน นักลงทุนเปรียบเสมือนอัศวินในสนามรบ cut loss เปรียบเสมือนโล่ ซึ่งจะคอยช่วยป้องกันอัศวินนักลงทุน เมื่อเลือกหุ้นหรือจังหวะเข้าตลาดผิด การ cut loss จะทำให้ความสูญเสียมีอยู่ในวงจำกัด คือว่าจะเกิดขึ้นเพียงแค่ 3-5% ไม่ลุกลามไปมากกว่านี้ ซึ่งถ้าเราไม่ใช้โล่ให้เป็น ในยามที่เลือกหุ้นหรือจังหวะไม่ดี ก็จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ค่อนข้างหนัก ส่วนการ follow buy มันก็เปรียบเสมือนดาบซึ่งคอยเอาไว้ฟัน(กำไร) ในยามที่หุ้นสามารถทะลุผ่านจุดสำคัญใดๆไปได้ อย่างเช่น new high หรือว่า all time high อย่าไปมองว่าสูงหรือว่าดอย ลองดูเทคนิคประกอบกันไป ถ้ามันโอเคก็ follow buy ไปเถอะครับ”

“ดูมาแล้วมากกว่า 50% ของการใช้กลยุทธ์ follow buy ไม่ขาดทุนครับ เหตุผลง่ายๆก็คือหลังจากที่หุ้นผ่านจุดสำคัญซึ่งมีแรงขายหนักๆ (แนวต้าน) มาได้แล้ว จะทำให้หุ้นตัวนั้นเผชิญกับแรงขายที่น้อยลงไปมาก และ ในทางกลับกันในแง่ของ demand จะยิ่งมีมากขึ้นด้วย เพราะว่าแรงซื้อเข้ามาสนับสนุนหนาแน่นขึ้น ทั้งจากคนที่ต้อง cover position ที่ขายออกไป เพราะมองว่าจะไม่ผ่านแนวต้านนี้ และก็คนที่มาใช้กลยุทธ์ follow buy เพราะมองจิตวิทยาการลงทุนได้ทะลุปรุโปร่งเข้ามาสนับสนุนอีกแรงหนึ่งด้วย ครับ”

“อีกส่วนนึงที่คอยมาบั่นทอนผลตอบแทนของนักลงทุนหลายๆท่าน ตรงส่วนนี้ผมมองเห็นคำว่า “ราคา” กับ คำว่า “กำไร-ขาดทุน” ครับ โดยทั้ง 2 ตัวเป็นภัยที่ใกล้ตัวเรามากเหลือเกิน ทำไมผมถึงมองอย่างนั้นล่ะครับ

“ “ราคา” หมายถึงว่า การที่นักลงทุนมัวแต่ไปห่วงเรื่องราคาหรือต้นทุนหุ้นของเก่าที่เคยถืออยู่ ซึ่งเป็นอดีตและมันก็แก้ไขไม่ได้แล้วด้วย ลืมมองไปที่แนวโน้มต่อไปว่าอนาคตหุ้นน่าจะเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างไร ตรงส่วนนี้ก็จะทำให้ถูกภาพหลอนของราคา หรือ ต้นทุนมาคอยบดบังโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีๆได้นะครับ อีก 1 ตัวอันตราย “กำไร-ขาดทุน” หมายถึงว่ามัวแต่ห่วงว่า ณ ตอนนี้เรายังขาดทุนอยู่นะ ยังไม่ขายดีกว่า ยังกำไรน้อยอยู่นะ ไม่ขายดีกว่า”

“ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว เราไม่ควรจะไปใส่ใจราคามันหรอกนะครับ ไม่ต้องมองว่าขาดทุนกี่บาทแล้ว หรือว่า ตอนนี้ยังกำไรนิดเดียวเอง ไม่ว่าท่านจะซื้อมาเท่าไหร่ ตอนไหนเวลาใดให้ยึดหลักง่ายๆเอาไว้ครับว่า “มองว่าขึ้นก็ซื้อ มองว่าลงก็ขาย” เท่านั้นพอ ไม่ต้องไปคิดถึง “ราคา” กับ คำว่า “กำไร-ขาดทุน” ครับ เพราะมันจะทำให้ท่านนักลงทุนเสียโอกาสที่ดีๆไปได้ครับ”

แจ่มครับ วาทะของนักลงทุนมือโปรรุ่นเยาว์ ทั้งสองท่าน

ส่วน ”ป๋าบุญ” ได้เทปคำสัมภาษณ์มาช้ากว่าเพื่อนเลย (ขอแซวหน่อย) เพราะปัจจุบันนี้ ป๋ามีภารกิจเพิ่มขึ้นในฐานะพ่อลูกอ่อนที่ต้องวุ่นอยู่กับการจับปูใส่กระด้ง

ถ้าจะว่าไป ถือว่า “ป๋าบุญ” มีใจรักและอยู่ในตลาดมาเป็นระเวลายาวนาน รู้เห็นอะไรมามากพอสมควร ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฝน นับตั้งแต่สมัยมาเป็นนักเรียนฝึกงาน ทำหน้าที่วิ่งใบออร์เดอร์ซื้อขาย สมัยที่ตลาดหุ้นไทยยังใช้การเคาะกระดานกันอยู่ ก่อนที่จะมาเป็นเทรดเดอร์จัดการคำสั่งซื้อขายให้กับกองทุนข้ามชาติยักษ์ใหญ่ สัญชาติยุโรปเป็นเวลากว่า 5 ปี ปัจจุบันนอกจากจะเป็นพี่ใหญ่ให้กับมือใหม่แล้ว ยังเป็นพ่อลูกอ่อนอารมณ์ดีอีกด้วย

เนื่องจาก “ป๋าบุญ” เป็นพี่เลี้ยงให้กับกลุ่มเราสมัยยังใหม่ต่อตลาดหุ้น ผมเลยคิดว่าป๋าเหมาะมากที่จะมาตอบโจทย์ที่ว่า “เริ่มต้นอย่างไร สำหรับมือใหม่ ไร้ประสบการณ์” ก็ขอยกพื้นที่จากนี้ไปให้กับ “ป๋าบุญ” เลยแล้วกันครับ

“รู้สึกหรือไม่ว่านักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นส่วนใหญ่มักจะขาดทุนหุ้น ขาดทุนมากหรือน้อยต่างกันไป บางคนขาดทุนน้อยก็ยังพออยู่ได้ แต่ Port ก็จะค่อยๆ เล็กลง หรือใครที่มีสายป่านเข้ามาเพิ่มได้ก็ยังอยู่ได้ บ้างก็ขาดทุนจนต้องออกจากตลาดหุ้นเลิกเล่นไปเลยถาวรก็มี”

“เท่าที่ผมเห็น ที่ส่วนใหญ่ขาดทุนก็เพราะว่า “เสียมากกว่าได้””

“คืออย่างนี้ครับ เพราะรายย่อยจำนวนมาก มักจะคอยหาว่าใครเชียร์ตัวไหน รายใหญ่จะเล่นตัวไหน แล้วก็เล่นตามกันไป วันไหนโชคดีซื้อถูกตัวก็ได้กำไร 2-3 ช่วงราคา แต่ถ้าเมื่อไหร่ซื้อผิดตัวหรือจังหวะหุ้นตกทีไร เป็นขาดทุนหนักทุกที มักจะออกไม่ทัน ตัดสินใจ Cut Loss ช้า บางตัวขาดทุนมากกว่า 10% ขึ้นไป ติดอยู่ใน Port ขาดทุนบักโกรกก็มี”

“คิดดูครับ ถ้าเล่นหุ้นถูกตัวได้มา 10 ครั้ง ใน Port อาจกำไรประมาณ 20% แต่ถ้าซื้อผิด ไปเข้าตัวที่ไม่เล่นหรือตัวที่เขาเลิกเล่นกันแล้ว ก็ติดหุ้น ขาดทุนหุ้นเพียง 2-3 ครั้ง ที่เล่นได้มา 10 ครั้งอาจจะกลับมาเป็นขาดทุนในทันที”

“เราลองมาสำรวจตัวเองดูว่าเราเหมาะจะเป็นนักลงทุนแบบไหน ผมขอจำแนกประเภทของรายย่อยมาสัก 3 ประเภทดังนี้

1. เก็งกำไรระยะสั้นอย่างเดียวแล้วแต่ดวง มักจะลงทุนระยะสั้นแบบ Net settlement หรือถือก็ไม่เกิน 2-3 วัน

นักลงทุนประเภทนี้ไม่ต้องหาข้อมูลอะไรมากครับ เข้ามาก็ดู Bid-Offer เห็นตัวไหนมีแรงซื้อเข้ามา ก็หาจังหวะเข้าซื้อ ดวงดีก็ขายได้กำไร ดวงซวยก็ขาดทุน

นักลงทุนแบบนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก เพราะกว่าเราจะเห็นว่าตัวไหนจะเล่น ราคาก็ขึ้นมามากระดับหนึ่งแล้ว ได้ก็ไม่มาก แต่ถ้าวันไหนรายใหญ่เขาทิ้งละก็ ขายกันไม่ทันขาดทุนกันหนักทีเดียว

ถ้าคิดว่าเราจะเป็นนักลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้นละก็ กลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญแบบนี้คือ ถ้าเราคิดว่าถ้ากำไร 2-3% ก็จะขายทำกำไร ดังนั้นถ้าเราคาดการณ์ผิดหุ้นไม่ได้ขึ้นอย่างที่คิด เราก็ต้องตัดขาดทุนอย่างให้ขาดทุนเกิน 2-3% ด้วยเช่นกัน

ถ้าช่วงไหนเล่นแล้วกำไรเรื่อยๆ ก็เล่นไปเถอะครับ แต่ถ้าเริ่มไม่ค่อยถูกจังหวะเริ่มขาดทุนบ่อย ต้องหยุดเล่นก่อน แสดงว่าเราจับจังหวะได้ไม่ดี

2. เล่นตามกราฟ ก็คือการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเข้ามาหาจังหวะในการซื้อขาย

แบบนี้ก็ดีครับ คือมีการหาจังหวะในการเข้าซื้อหรือขาย ทำให้เรารู้ถึงว่าระดับนี้อยู่ในจุดไหนขึ้นมามากหรือยัง ลงมาลึกแค่ไหน มีสัญญาณซื้อหรือสัญญาณขายหรือยัง

กราฟมันจะบอกเราครับว่ามีแนวโน้มอย่างไร ส่วนกราฟจะแม่นหรือหลอก ก็ต้องว่ากันอีกที
การลงทุนแบบใช้กราฟนี้ เราต้องมีวินัยเป็นอย่างยิ่งครับ เมื่อเกิดสัญญาณ ซื้อก็ต้อง “ซื้อ” และถ้าเกิดสัญญาณขายก็ต้อง “ขาย”

3. เล่นตามปัจจัยพื้นฐาน ก็อาจจะใช้ข้อมูลเบื้องต้นประกอบเช่น P/E P/BV เงินปันผล เป็นต้น หรืออาจจะถึงขึ้นเอางบการเงินมาดูเองก็มี ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความรู้ของแต่ละคน

แต่แบบนี้ เราต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของเรา และ ต้องมีข้อมูลวิเคราะห์ถึงแนวโน้มในอนาคตด้วยนะครับ เพราะข้อมูลที่เราเห็นเป็นข้อมูลในอดีตที่เราผ่านไปแล้ว ไม่ได้การันตีว่าอนาคตจะดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม หรืออาจจะต้องอาศัยฝ่ายวิเคราะห์ของแต่ละโบรกฯนั่นแหละ ว่าแต่ละที่มีมุมมองอย่างไร แนะนำให้ซื้อหรือขาย เขามีเหตุผลอย่างไร สมเหตุสมผลหรือไม่”

“คุณอยากเป็นนักลงทุนแบบไหน ถ้าเป็นผมนะครับ ผมอยากเป็นนักลงทุนทั้ง 3 ประเภทเลย”

“โดยขอนำทั้ง 3 ประเภทมารวมกัน คือ หาข้อมูลทางปัจจัยพื้นฐานก่อนครับ เมื่อเลือกตัวที่เราจะลงทุนได้แล้ว ก็มาดูวอลุ่มประกอบ และใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค มาหาจังหวะในการซื้อหรือขาย แล้วเข้าเก็งกำไร”

“แต่ความรู้ด้านการลงทุนของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน ต้องค่อยๆ ศึกษากันครับ หรือถ้าได้มาร์เก็ตติ้งดีๆ มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน ทำการบ้านให้ลูกค้าก็จะดีมากครับ ช่วยได้เยอะมาก”

“และที่สำคัญครับ การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงสูง เพื่อไม่ให้ขาดทุนมากกว่ากำไร เราต้องรู้จักการคำว่า CUT LOSS หรือตัดขายขาดทุนเมื่อมองผิด แล้ว LET PROFIT RUN หรือปล่อยให้หุ้นมันขึ้นไปเรื่อยๆกำไรในพอร์ตของเราก็งอกเงยขึ้นงดงาม เมื่อเป็นไปตามแผนที่เราวางไว้”

ที่มา : ThaiDayTrade

~ by entaneer on June 7, 2010.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: