DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง …. รวมถึงวิกฤตครั้งนี้ (ตอนที่ 4 จบ) โดย คุณ Lin

•November 6, 2011 • Leave a Comment

ผมเติบโตมาบนวิถีทางการลงทุนปีนี้ก็ย่างเข้าปีที่ 7 แล้ว

ทุก ๆ ช่วงเวลา ผมเห็นนักลงทุนคนอื่น ๆ ตามเวปบอร์ดเติบโตเป็นนักลงทุนรายใหญ่ หรือล้มหายตายจากไปมากมาย ผมยืนยันวลี “คนตายไม่ได้พูด” นั้นเป็นของจริง คนที่ล้มหายไป (บางครั้งอาจจะไม่ได้ขาดทุนก็ได้นะครับ แค่หายไปเฉยๆ) มีจำนวนมากกว่าคนที่สำเร็จแบบเทียบเปอร์เซนต์กันไม่ติดทีเดียว

ไม่ต่างกับกิจการต่าง ๆ บนโลกใบนี้ บางกิจการเติบโตอย่างเฟื่องฟูในยุคหนึ่ง ๆ และตกอับลงมาในอีกยุคหนึ่ง เช่นอีสแมนต์ โกดัก(NYSE:EK) เคยยิ่งใหญ่สมัยกล้องฟิล์มยังโด่งดัง แต่ตกอับอย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา ปัญหาของอีสแมนต์ คือผู้บริหารที่กำหนดทิศทางของกิจการผิดพลาด ให้ความสำคัญกับฟิล์ม ทั้ง ๆ ที่ระบบ Digital นั้นกำลังคืบคลานมา

ในช่วงเวลา 15 ปีแห่งกล้องดิจิตอล หุ้นโกดัก กลับมีราคาลดลงเหลือ 1 เหรียญ จากเกือบ 100 เหรียญในช่วงที่เคยยิ่งใหญ่

อุปมาเปรียบผู้บริหารในองค์กรแล้ว DCA ตัวสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในทุกตอน ก็อุปมัยคือ

“DCA ในตัวคุณ” นั่นเอง

หลายครั้งคนเราเรียนรู้เพื่อจะพัฒนาประสิทธิภาพการลงทุนมากเกินไป คนที่ปีนบันไดแห่งความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว คือคนที่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าบันไดนั้นตั้งอยู่ผิดที่ผิดทาง การปีนบันไดนั้นจะไม่มีประสิทธิผลเลย การลงทุนที่มีประสิทธิภาพดีคือการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมาก ๆ (ในเวลาอันสั้น ๆ ) แต่อันที่จริงทิศทางการลงทุนที่มีประสิทธิผลคือในเวลาที่ผ่านไป DCA ในตัวคุณควรจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ กว้างจนข้าศึกอย่างวิกฤตอันเลวร้าย มีโอกาสทำร้ายคุณได้น้อยมาก

ผมศึกษานักลงทุนที่สำเร็จเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และศึกษาจากบุคคลเหล่านั้น บางครั้งเนื้อหาดูซ้ำซากน่าเบื่อ แต่อันที่จริงผมอยากเปรียบเทียบว่า เราในฐานะพุทธศาสนิกชน เรียนรู้คำสั่งสอนของพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยาวนานตั้งแต่ประถม เรียนศีล เรียนสมาธิ เรียนปัญญา เราก็ยังคงต้องเรียนมันอยู่ ตราบใดที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ เวลาแห่งความเพียรศึกษาก็ยังไม่จบสิ้น เพราะเรามิได้เข้าใจมันจริงตลอดเวลา

ปัญหาคือศาสดาแห่งการลงทุนของเราคือใคร สำหรับตัวผม ผมตอบได้ชัดเจนว่าคือบัฟเฟต รวมถึงคนอื่น ๆ ข้างเคียงอย่างลินซ์ หรือฟิชเชอร์ ถึงกระนั้นผมไม่เคยปิดโอกาสในการศึกษา มีหนังสือหลายเล่มพูดถึง New Normal ของการลงทุน ที่การ Buy and Hold จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคนี้ ผมนั่งอ่านหลายเล่มด้วยความเพลิดเพลิน และไม่เคยปิดกั้น แต่เอาแนวคิดมาใช้อย่างรัดกุม แต่แน่นอนว่าแก่นของแนวคิดการลงทุนผม จะต้องไม่เปลี่ยนไป

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากกว่าคือ เราได้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาดีรึยัง ศาสนาพุทธสอนให้เรารักษาศีล ถามว่าใครบ้างที่สามารถทำได้สำเร็จบริบูรณ์ ทั้ง ๆ ที่มันคือก้าวเล็ก ๆ สำหรับการเดินทางไปนิพพาน ฉันใดฉันนั้น การลงทุนที่ดีย่อมประกอบจากองค์ประกอบต่าง ๆ มากมาย น้อยคนที่ทำมันได้ตลอด และนั่นคือจุดแตกต่าง

ช่วงเวลานี้ และช่วงเวลาไหน ๆ ผมทำอะไรหรือ ผมก็ขุดคูน้ำของผมเพิ่ม โดยการนั่งอ่านหนังสือเก่า ๆ อีกครั้ง นั่งอ่านหนังสือใหม่ ๆ โหลดมาบน Kindle เข้าไปศึกษากิจการใหม่ ๆ ที่ไม่เคยดู (และพบกิจการดี ๆ หลายตัว) ทบทวนพอร์ตเมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น (เช่นอุทกภัยครั้งนี้) และปรับปรุงมันให้แข็งแรง และสำคัญกว่านั้นผมให้ความสำคัญกับครอบครัว เพื่อนฝูง สิ่งที่ผมรัก สิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมาย ที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตผมไม่หลงทาง

โดย: คุณ Lin
credit:  http://10000li.net/2011/11/01/dca-5/

NPA โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรกร

•November 6, 2011 • Leave a Comment

ความคิดต่อไปนี้ เกิดขึ้นเมื่อผมต้องย้ายข้าวของภายในบ้านจากที่ต่ำไปสู่ที่สูง เพราะนั่นทำให้ผมพบว่ามีสิ่งของมากมายที่ผมแทบจะไม่เคยได้ใช้

หรือใช้เพียง 2-3 ครั้ง แล้วก็ถูกเก็บเอาไว้จนผมลืมไปแล้วว่ามีอยู่ เครื่องใช้หลายอย่างนั้น ผมซื้อมาเพราะคิดว่ามันน่าใช้ มีประโยชน์ แต่หลังจากนั้นผมก็พบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ เช่น เครื่องออกกำลังกาย เครื่องมือทำความสะอาดบ้านแบบหรูหรา เป็นต้น สิ่งของบางอย่างนั้น ผมได้รับมาจากคนอื่นเป็นของขวัญ  หรือเป็นของรางวัล  ของเหล่านั้น  ผมไม่ต้องการใช้ในขณะนั้น  จึงเก็บไว้  แล้วก็ลืมว่ามันมีตัวตนอยู่  สิ่งของทั้งหมดนั้น  ผมเรียกมันว่า NPA หรือ  non-performing asset  หรือ “ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์” ทั้งๆ ที่มันอาจจะมีประโยชน์สำหรับคนอื่น

ลองสำรวจตัวเองแล้ว  ผมก็คิดว่าตนเองไม่ใช่คนที่ซื้อหรือเก็บของอะไรมากมายนัก  ดังนั้น  คนอื่นจำนวนมากก็น่าจะมี NPA อยู่มากโขเหมือนกันโดยเฉพาะคนที่มีบ้านใหญ่โตเก็บของได้มาก  และเมื่อยิ่งคิดไปอีกก็พบว่า  ในความเป็นจริง  ผมหรือคนจำนวนมากนั้น  ไม่ได้มี NPA เฉพาะที่เป็นของใช้ต่างๆ  ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในบ้านเท่านั้น   แต่ยังมี NPA ที่เป็นทรัพย์สินรายการใหญ่ๆ  อีกไม่น้อย  และ NPA  เหล่านั้น  น่าจะมีส่วนทำให้ความมั่งคั่งของเขาถดถอยลงเนื่องจากมัน  “ดูด”  เงินของเราให้  “จม”  ไปกับมันโดยไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์หรือรายได้กลับมา

NPA ที่เคยเป็นรายการทรัพย์สินใหญ่ของผมตัวหนึ่งก็คือ  ที่ดินแถวบางบัวทองที่ผมซื้อมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 15 ปีก่อนในช่วงวิกฤติปี 2540 ที่แปลงนั้นมีราคากว่า 5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่สำคัญในขณะนั้นของผมและผมต้องก่อหนี้ถึงกว่า 3 ล้านบาทเพื่อที่จะซื้อมาและพบว่าผมไม่สามารถใช้มันได้เลยเนื่องจากอาณาบริเวณนั้นถูกน้ำท่วมตั้งแต่วันแรกที่ซื้อและท่วมต่อมาอีกเกือบทุกปี การที่จะขายทิ้งแทบเป็นไปไม่ได้ยกเว้นว่าจะขายถูกมากแบบครึ่งราคาซึ่งผมไม่ยอมทำ  ผมปล่อยให้มันเป็น NPA มาเป็นสิบๆ ปีและนั่นคือความผิดพลาด เพราะถ้าผมขายทิ้งตั้งแต่แรกๆ แม้ในราคาเพียงครึ่งเดียวและนำเงินมาลงทุนในทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้  ป่านนี้มันคงกลายเป็นเงินก้อนโตไปแล้ว

คนที่ซื้อคอนโดมิเนียมไว้ โดยเฉพาะที่อยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวในต่างจังหวัด  แต่ไม่ค่อยได้ไปพัก   เช่นปีหนึ่งอาจจะใช้เพียง  4-5 วัน ในกรณีอย่างนี้เขาอาจจะไม่ตระหนักว่า  มันได้กลายเป็น NPA เรียบร้อยแล้ว เหตุผลก็เพราะว่า ด้วยเม็ดเงินลงทุนที่ต้องเสียไปเปรียบเทียบกับผลตอบแทนหรือประโยชน์ที่ได้รับนั้น  มันไม่สัมพันธ์กันเลย ตัวอย่างเช่น ถ้าคอนโดมีราคา 2 ล้านบาทและเราสามารถสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 10% เราก็จะได้เงินปีละ 2 แสนบาท เทียบกับการใช้คอนโดของเราประมาณ  4-5 วันต่อปี เท่ากับว่าเราเสียค่าที่พักคืนละ 4-5 หมื่นบาท ดังนั้นต้องถือว่าคอนโดที่เราซื้อมากลายเป็น NPA ไปแล้ว

หุ้นหลายตัวที่เราถือมานานหลายปี แต่เมื่อมองย้อนหลังกลับไป พบว่ามันให้ผลตอบแทนน้อยมาก ทั้งจากปันผลที่น้อยนิดและราคาหุ้นที่ไม่ไปไหนมานาน  เหตุผลที่เราไม่ขายทิ้งก็อาจจะเป็นเพราะว่าราคาหุ้นต่ำกว่าต้นทุนมาก เราขายไม่ลง หรือเราอาจจะมองว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาถูกเป็นหุ้น VALUE และหวังว่าในที่สุดมันก็จะปรับตัวขึ้นมาเอง ดังนั้นเราจึงไม่ขาย ในกรณีแบบนี้ เราอาจจะกำลังถือหุ้นที่เป็น NPA หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องยิ่งขึ้นก็คือเป็น NPS  หรือ non-performing stock  ซึ่งยิ่งถือนานก็ยิ่ง “ขาดทุน”  เพราะถ้าเราขายหุ้นไปแล้วเอาเงินมาลงทุนในหุ้นอื่นที่ดีกว่า เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามากในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านไป

สุดท้ายที่ผมเห็นว่าคนจำนวนมากไม่ตระหนักก็คือ การที่เราฝากเงินไว้ในธนาคารจำนวนมากกว่าความจำเป็นเพราะเราไม่รู้เรื่องการลงทุนดีพอจริงอยู่ การฝากเงินนั้นแม้ว่าจะปลอดภัยแต่มันก็ให้ผลตอบแทนน้อยมาก ช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมาเราได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละไม่เกิน 2-3%  ต่ำยิ่งกว่าอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นในความคิดของผม เงินฝากธนาคารในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมานั้นเป็น  NPA โดยที่คนจำนวนมากไม่รู้ตัว

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั่นก็คือ เราต่างก็มีทรัพย์สินที่เป็น NPAจำนวนมาก ดังนั้น วิธีที่จะสร้างความมั่งคั่งที่น่าจะมีประสิทธิภาพที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การตระหนักถึง NPA ที่อาจจะอยู่ในพอร์ตของเราอย่างไม่รู้ตัว การไม่สร้างหรือซื้อทรัพย์สินที่มีโอกาสที่จะกลายเป็น NPA สูง และการแก้ไขทรัพย์สินที่เป็น NPA โดยวิธีการต่างๆ ซึ่งแน่นอน รวมถึงการขาย NPA นั้นทิ้งแม้ว่าจะได้ราคาน้อยกว่าที่เราคาดหรือคำนวณไว้มากถ้าทำได้แบบนี้   หนทางสู่ความมั่งคั่งคงจะราบเรียบขึ้นเยอะโดยที่เราอาจจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป
โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรกร
credit: http://bit.ly/uz1xkE

DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง (3) โดย คุณ Lin

•October 28, 2011 • Leave a Comment

บัฟเฟตให้สัมภาษณ์ใน Fortune ปี 1999 ว่าจุดสำคัญในการลงทุนไม่ใช่การประเมินว่าอุตสาหกรรมนั้น ๆ จะมีแนวโน้มไปได้ดีแค่ไหน การเติบโตของบริษัทมากเพียงใด แต่เป็นการประเมินความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ๆ หนึ่งในอุตสาหกรรมนั้น โดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคูน้ำกว้างและยั่งยืน จะเป็นสิ่งที่มอบรางวัลที่ยิ่งใหญ่ในนักลงทุน

แต่คูน้ำหรือความสามารถในการแข่งขันนั้นน้อยครั้งจะยั่งยืนตลอดไป ด้วยหลายเหตุผล เช่น ผลกำไร(NPM) หรือผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ROE ที่สูงจะดึงดูดคู่แข่งให้เข้ามา คู่แข่งใหม่ ๆ จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ เงินทุน แนวทางโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มนั้น ๆ ในการศึกษาหลายครั้งจะพบว่า บริษัทจะที่มีกำไรเกินกว่าเส้นค่าเฉลี่ยจะถูกดึงกลับมาสู่เส้นค่าเฉลี่ยด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ผมอยากเรียกรูปแบบทุนนิยม ว่าเป็นการทำลายอย่างสร้างสรรค์ เพราะทุกครั้งจะเกิดสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งดีต่อผู้บริโภคและประเทศ แต่ไม่ดีต่อบริษัทที่มุ่งหาผลกำไรที่ยอดเยี่ยมในระยะเวลาที่ยาวนาน

ความเข้าใจในการสร้าง Durable Competitive Advantage (DCA) นั้นยากมาก เพราะแท้จริงแล้ว ทุกบริษัทก็คิดว่าตัวเองมีหรือกำลังสร้าง DCA ด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่สร้างมันได้คือการมีกลยุทธ์ที่ดี กลยุทธ์ที่จำเป็นที่จะเริ่มต้นจากการกำหนดวิธีการสร้างมูลค่าที่แตกต่างให้กับผู้บริโภค กลยุทธดังกล่าวเป็นสิ่งที่นำมาสู่การสร้างอาณาเขตและสร้างคูน้ำที่บริษัท

แน่นอนว่าการมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เทคโนโลยีที่เหนือกว่าไม่ใช่ DCA หลายครั้งผมได้ยินจากผู้บริหารหลายคนใน Company Visit ถึงความสุดยอดของบริษัท บริษัทจะรักษากำไรที่สูงได้อย่างมากแค่ช่วงหนึ่ง ซึ่งไม่ยาวอย่างที่คิด

หรือถ้าจะพูดถึง DCA ในลักษณะตราสินค้า (หรือแบรนด์) บางครั้งแบรนด์ก็ไม่ได้ช่วยในเรื่อง DCA เสมอไป เช่นในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าที่มีแบรนด์ที่ยอดเยี่ยมอย่าง Mercedes Benz ก็ไม่ได้มียอดขายหรือกำไรสูงลิ่วกว่าคนอื่น เช่นเดียวกับ Toyota แบรนด์ที่เข้มแข็งของบริษัทนี้ ไม่ใช่เหตุผลที่บริษัทนี้ยิ่งใหญ่ หรือสินค้าที่ซื้อแล้วมีระยะเวลาการใช้ยาวนานมาก คนจะตรึกตรองการซื้ออย่างละเอียด ทำให้ซื้อด้วยเหตุผล มากกว่าอารมณ์ ทำให้แบรนด์ไม่มีผลมากนัก เช่นเดียวกันสินค้าทั่ว ๆ ไป หรือสินค้าที่เหมือน ๆ กันหมด เช่นน๊อต สายไฟ ที่ทุกคนมองเพียงแค่ราคา

แต่พูดในมุมกลับกันตราสินค้าก็กลับส่งผลอย่างมาก เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นเพราะ ตราสินค้าสามารถสร้างนิสัยการซื้อของผู้บริโภคได้ เช่นถ้าพูดถึงน้ำอัดลม เราก็จะคิดถึงโค้ก พูดถึงกาแฟที่มีคุณภาพและบรรยากาศ ก็จะนึกถึง Starbucks นอกจากนั้นตราสินค้าจะมีส่วนช่วยอยากมาก ถ้าสินค้ามี Switching cost และ Searching cost ที่สูง เพราะลูกค้ามีแนวโน้มที่จะนึกถึงตราสินค้าที่อยู่ในใจและเคยใช้แล้ว มากกว่าที่จะอยากลองใช้สินค้าใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น สินค้าโทรศัพท์มือถือยุคแรก ๆ ที่คนใช้ติด Nokia เพราะหน้าตาการใช้งานที่สะดวก คุ้นเคย มากกว่าการเรียนรู้ไปใช้สินค้าใหม่ ๆ (ทำให้ Market share ของ Symbian ยังสูงได้อยู่ช่วงหนึ่ง แม้ว่า Feature จะสู้ Apple iOS กับ Andriod ไม่ได้แล้วก็ตาม) หรือสินค้าอย่างประกันภัยของ Geigo ไม่มีใครอยากจะไปหาประกันที่อื่น ๆ มาเปรียบเทียบเพราะต้องศึกษารายละเอียดเยอะมาก

สิ่งที่พอจะตรวจสอบดูได้ว่าสินค้านั้น ๆ มี DCA สูงหรือไม่ เริ่มได้จากดูว่าผู้บริโภคทั่วไป “มองเห็น” ความแตกต่างระหว่างสินค้าหรือบริการของบริษัทเทียบกับของคู่แข่งได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ความแตกต่างนี้จะต้องมีอิทธิพลต่อการซื้อของผู้บริโภคด้วย (เช่นในกรณี Pepsi กับ Coke หรือเทียบกับ Big Cola ที่ผู้บริโภคมีความรู้สึกต่างกัน แม้ว่าจะใกล้เคียงกันมาก)

สิ่งต่อมาคือสินค้านั้นจะต้องมีความยากลำบากในการเลียนแบบมาก ๆ แม้ว่าจะทำให้เหมือนกันได้แค่ไหน ผมยกตัวอย่างว่าแฮมเบอเกอร์ในตลาดมีมากมายที่อร่อยกว่าแมคโดนัลด์ แต่ทุกคนไม่เคยเลียนแบบแมคโดนัลด์ได้ในแง่ความสามารถในการรักษาความเร็ว คุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง หรือถ้าเปรียบเทียบห้างสรรพสินค้า ไม่มีใครเลียนแบบเซ็นทรัลได้ (และที่สำคัญ ผู้บริโภคชอบด้วย) หรือเครือข่ายการขายสินค้าอย่างใบมีดโกนยิลเล็ท ผมไม่แน่ใจว่าทำได้อย่างไร แต่เราเห็นสินค้านี้ได้ทั่วโลก ทุกที่ ทุกร้าน จนบางครั้งผมก็แปลกใจ

สิ่งสำคัญคือทั้งสองอย่างข้างต้นจะต้องถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้เหนือกว่าอีกฝ่ายได้ เช่นกรณีสุกี้โคคากับสุกี้ MK ที่โคคาแม้จะได้เปรียบ แต่ไม่มีการพัฒนาจนถูกแซงไปในที่สุด

นอกจากที่ DCA จะสะท้อนออกมาในทุกสัมผัสของสินค้าและบริการของกิจการ DCA ยังสะท้อนภาพออกมาในงบการเงินของบริษัทอีกด้วยเช่น
1. บริษัทดังกล่าวจะมีกำไรสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ โดยเฉพาะ Gross Profit
2. บริษัทดังกล่าวจะมียอดขายสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ มาก
3. บริษัทดังกล่าวจะมี Free Cash Flow ที่สูงกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
4. การหมุนเวียนสินค้าคงคลังจะสูงกว่าคู่แข่งมาก
5. ยอดขายจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเติบโตเร็วกว่าคู่แข่ง

ในหลายปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ว่าบริษัทในประเทศไทยหลายแห่งมี DCA ที่แข็งแรงในระดับประเทศ แต่ผมว่าโจทย์ที่สำคัญกว่าคือ DCA อันไหนที่แข็งกระทั่งสามารถแข่งขันในภูมิภาคได้ ผมว่าถ้าหาบริษัทนั้นเจอ เราก็พบว่า DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่งและการลงทุนระยะยาวมันมีอยู่แค่นี้จริง ๆ

โดย: คุณ Lin
credit: http://10000li.net/2011/08/17/answerdca3/

DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง (2) โดย คุณ Lin

•October 28, 2011 • Leave a Comment

หลายครั้งผมเคยนั่งนึกอยู่เสมอ ๆ ว่าคนเราทุกคนต่างกันอย่างไร ก็มีทุก ๆ อย่างเหมือนกันตั้งแต่เกิด ความแตกต่างค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ก็ใช้เวลาที่ยาวนานกว่าสิบ ๆ ปี จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เราเห็นภาพคนสองคนต่างกันราวกับฟ้าดิน ผมว่าสิ่งที่อธิบายปรากฎการณ์การทบต้นที่ดีที่สุดนอกจากทางตัวเลขอย่างดอกเบี้ยทบต้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในกิจการที่มี DCA ก็ช่วยให้เราเห็นได้ดี (เช่นลิง Homo sapiens บรรพบุรุษมนุษย์เราใช้ 2 ล้านปี ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง จนคุณตกใจในสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นมาได้ใน 100 ปีล่าสุดของประวัติศาสตร์ของลิงประเภทนี้)


ความแตกต่างเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา นี่คือหัวใจของ DCA

เหมือนครั้งที่ผมมองบริษัทที่เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของ DCA ที่แข็งแรง ในหนังสือหลาย ๆ เล่ม อย่างบริษัท Gillette หรือ Disney ถ้ามองใบมีดโกนซึ่งไม่น่าจะมีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนอะไรเลย การผลิตเพื่อเลียนแบบสินค้านี้ไม่น่าจะทำได้ยาก แต่ถ้าดูในข้อเท็จจริงด้านการใช้งาน ผมยังไม่เคยใช้มีดโกนยี่ห้ออื่นที่มีคุณภาพเทียบเท่า หรือถ้าจะหาซื้อยังคิดไม่ออกว่าจะต้องซื้อที่ไหน หรือยี่ห้อชื่ออะไร (ยกเว้นพวกของแถมที่เอามาจากโรงแรมต่าง ๆ)

ถ้าลงไปดูผลิตภัณฑ์ ก็จะเห็นได้ว่ามีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่จำเป็นต้องยึดติดที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบที่เยอะมาก ๆ ที่สร้างคูน้ำของธุรกิจให้แข็งแรง (บัฟเฟตใช้คำนี้ว่า Moat) ทุกกิจการเหมือนปราสาทที่สร้างขึ้นมา ย่อมมีคู่แข่งที่จ้องจะยึดเอาปราสาทตลอดเวลา สิ่งจำเป็นไม่ใช่กองทัพที่แข็งแรงที่จ้องจะโจมตีผู้อื่น แต่กลับเป็นคูน้ำที่คอยคุ้มครองราษฎรเบื้องหลังคูน้ำและกำแพงนั้น ปรัชญานี้เราจะพบเห็นได้ในภูมิปัญญาตะวันออกอย่างหมากล้อม ถ้าเราเข้มแข็ง คู่แข่งจะอ่อนแอเอง จ้องจะสร้างบริเวณให้เข้มแข็ง แต่มิใช่เพื่อทำลาย

เพื่อให้มีกรอบกว้าง ๆ ผมลองมองลักษณะกิจการที่มี DCA สูง ๆ บ้างว่ามักจะมีส่วนคล้ายกันอย่างไรบ้าง

1. มักจะอยู่ในธุรกิจเป็นเวลายาวนาน (เพื่อเพียงพอที่จะสร้างคูน้ำ หรือพิสูจน์ว่าคูน้ำแข็งแรงพอ)
2. มักจะมีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ซ้ำ ๆ อยู่เป็นเวลานาน (เพื่อเพียงพอที่จะสร้างความชำนาญในการสร้างคูน้ำของตัวเอง)
3. มักจะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองต่อไป (เพื่อที่จะไม่ต้องแบ่งสรรกำลังไปสร้างปราสาทในบริเวณใหม่)
4. มักจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่มาก (เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรจะสูญไปอย่างไร้ค่า กับสิ่งที่ไม่ใช่คูน้ำหรือกำแพงแบบง่าย ๆ แต่ใช้งานได้ดี)
5. มักจะไม่มีความจำเป็นในการย้ายถิ่นที่อยู่ไปที่อื่น เพื่อหาวิธีสร้างผลผลิตใหม่ ๆ ที่พื้นที่เดิมไม่มี (ใครจะไปชอบย้ายที่อยู่ และสร้างคูน้ำใหม่อยู่ตลอดเวลาล่ะ)
6. มักจะอยู่ในพื้นที่ ๆ สามารถผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมั่นใจว่าสามารถขายได้ตลอดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน (คูน้ำที่สร้างไว้ จะได้ใช้ได้ตราบชั่วลูกชั่วหลาน)
7. มักจะผลิตสินค้าหรือบริการที่คนชอบใช้ซ้ำ ๆ (แน่นอนว่า พลเมืองข้างเคียงจะชอบกลับมาใหม่ได้บ่อย ๆ)
8. มักจะผลิตสินค้าหรือบริการที่ไม่ซับซ้อน (เพื่อให้ชาวบ้าน ในเมืองข้างเคียงมาเลือกซื้อได้ทุกชนชั้น)

ในยุคกลาง อัศวินจะเลือกชัยภูมิที่มีคุณภาพดีมาสร้างเมืองของตัวเอง โดยดินน้ำอุดมสมบูรณ์สามารถทำเกษตรกรรม กสิกรรม หรือปศุสัตว์ ที่ขายได้ตลอด มีปราการธรรมชาติเป็นของตัวเอง และสิ่งที่อัศวินต้องทำคือขุดคูน้ำอย่างเดียว เมื่ออัศวินมั่นใจว่าเศรษฐกิจในเมืองแข็งแรง คูน้ำกว้างขวาง ก็จะยิ่งดึงดูดพลเมืองข้างเคียงมาอยู่ในเขตขันธสีมา สิ่งที่เหลืออยู่คือรอเมืองที่อ่อนแอกว่าข้าง ๆ ยอมศิโรราพ และสวามิภักดิ์ โดยมิได้จำเป็นจะต้องมีตำราพิชัยสงครามที่อธิบายเรื่องราวยาก ๆ มาอยู่ในมือเลย แม้แต่เล่มเดียว


ปราสาท Caerphilly ใน Wales ผมชอบปราสาทแห่งนี้มาก ๆ ใครเที่ยว Cardiff อย่าลืมแวะไปนั่งรถไฟแค่ครึ่งชั่วโมง เป็นปราสาทที่ใหญ่อันดับสองของสหราชอาณาจักรรองแค่ Winsor เพราะมีคูน้ำที่แข็งแรงกว้างขวาง เป็นปราสาทที่ไม่มีใคร(กล้า)มาโจมตีเป็นระยะเวลายาวนาน เนื่องจากความแข็งแรงจากโครงสร้างการป้องกัน (ง่าย ๆ ด้วยคูน้ำ)

โดย: คุณ Lin
credit: http://10000li.net/2011/07/31/answerdca2/

DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง (1) โดย คุณ Lin

•October 28, 2011 • Leave a Comment

ทุกช่วงตลาด โดยเฉพาะตลาดที่เฉยชาอย่างปัจจุบัน ผมกลับมานั่งทบทวนพอร์ตและวิชา ตำรา หนังสือต่าง ๆ ทีเรียนมาใหม่อีกรอบทุกครั้ง

หลายครั้ง ราคาหุ้นเขยิบขึ้นไปสูงจนผมอยากจะขายหลายครั้ง หรือหลายครั้ง ราคาหุ้นไม่ขยับไปไหนเลย ในระยะเวลาที่ยาวนาน หรือแย่กว่านั้น ราคาหุ้นกลับลดลงผิดกับที่คาดไว้ ทุกความรู้สึกที่ถาโถม เป็นเครื่องพิสูจน์นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาวทุก ๆ ครั้ง

PE สูงจนน่ากลัว (ราคาหุ้นขยับขึ้นไปตลอดโดยกำไรตามไม่ทัน) หรือต่ำจนน่ากลัว (ราคาหุ้นขยับลงตลอด ทั้ง ๆ ที่กำไรปัจจุบันเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว) ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนหวั่นไหว Indicator หลาย ๆ ตัวที่เป็นจุดทดสอบนักลงทุนก็ปรับจนอยู่ในโซนขาย และ

คำถามข้างต้นผมนั่งดูสิ่งที่เป็นคำตอบส่วนตัวของชีวิตการลงทุนที่ผ่านมา มีทั้งการขายทิ้งไปก่อนแล้วกลับมาซื้อ หรือขายไปแล้วไปลับ แบบที่เรียกว่าขายหมู หรือถือจนเบื่อ ก็มีทั้งผิดบ้าง ถูกบ้าง และผมก็พบอีกอย่างหนึ่งว่าการเข้าซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า อาจจะไม่ยากเย็นเท่ากับการถือหุ้น หากนักลงทุนเริ่มมีความชำนาญขึ้นในการวัดมูลค่า การถือหุ้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการเป็นนักลงทุนระยะยาว

หากสังเกตหุ้นที่บัฟเฟตต์ถืออย่าง Coke ก็เห็นได้เลยว่า มีนักลงทุนหลายคนเคยซื้อด้วยความคิดเหมือนบัฟเฟตต์ แต่ที่ไม่เหมือนคือวิธีคิดตอน “ถือหุ้น” ที่ผมคิดว่าหาคนมาเทียบได้ยากมากบนโลกใบนี้ ผมเฝ้าแสวงหาเหตุผลว่าบัฟเฟตต์ทำได้อย่างไร ก็พบได้คำตอบเดียวคือ DCA


ราคา Coke ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ที่มีระยะเวลารอคอยที่ยาวนานในช่วงทศวรรษ 70


ราคา Coke ใน 10 ปีล่าสุด ที่มีการขยายตัวในตลาดเกิดใหม่มากมาย แต่ราคาไม่ไปไหน (กราฟนี้เป็น Scale Log นะครับ)

Competitive Advantage คือความสามารถในการแข่งขันที่อยู่กับตัวธุรกิจ อาจจะเป็นตราสินค้าที่มีคนจงรักภักดี ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี สิทธิบัตร หรือทำเลทางธุรกิจ แต่สิ่งนี้ไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะบัฟเฟตต์บอกว่า ความสามารถในการแข่งขันที่ดีจะต้อง “ยั่งยืน” ด้วย หรือที่แกเรียกมันว่า Durable Competitive Advantage

สิ่งนี้ถ้าพบก่อนคุณก็จะกำไรมหาศาล ยิ่งถ้ามุมมองคุณไม่เหมือนกับตลาดในทีแรก แต่ถึงคุณจะพบมันทีหลัง มันก็จะส่งผลทวีให้คุณได้หากคุณถือหุ้นระยะยาวเพียงพอ ผมคิดว่า concept ง่าย ๆ แค่นี้ นักลงทุนที่ลงทุนมาแล้วระยะหนึ่งย่อมเข้าใจได้ไม่ยาก แต่เพราะอะไรถึงปฏิบัติได้ไม่เหมือนบัฟเฟตต์

ผมคิดว่าเหตุผลหนึ่งคือ บัฟเฟตต์มองแต่ DCA ตลอดเวลา เรียกว่าทุกลมหายใจ จากการนั่งฟังเทปแกบรรยาย รวมถึงอ่านรายงาน ไม่เคยมีส่วนไหนที่ไม่พูดถึง DCA ส่วนนักลงทุนทั่วไปมองแต่ราคา หรือมูลค่าในระยะสั้น รวมถึงกำไรในระยะสั้น ๆ และอีกสิ่งหนึ่งคือความไม่ศรัทธาใน DCA หรือคิดว่า มันไม่มีจริง ไม่ว่าจะเป็นในเมืองไทย หรืออะไรก็ตาม อันที่จริง ถ้าค่อย ๆ มองจะเห็นว่า ธุรกิจไหนที่ผู้บริหารมุ่งสร้าง DCA ธุรกิจไหนที่มุ่งแต่สร้าง EPS หรือมุ่งเน้นแต่กำไร

ผมคิดว่าถ้าเราไม่โลภเกินไปนัก อดทนรอไประยะหนึ่ง จะพบได้ว่าสิ่งหนึ่งที่ถูกและไม่เคยผิดเลยคือ สำหรับนักลงทุนระยะยาว มีแต่ DCA เท่านั้นที่เป็นคำตอบสำหรับทุกสิ่งของการถือหุ้น (ให้ประสบความสำเร็จ :) )
โดย:  Lin
credit:  http://10000li.net/2011/07/14/answerdca/

Blitzkrieg โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

•October 28, 2011 • Leave a Comment

น้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยเวลานี้ทำให้ผมนึกไปถึงสงครามโลกครั้งที่สอง เปรียบเทียบประเทศไทยก็คล้ายๆ กับฝรั่งเศสหรืออังกฤษ

ขึ้นอยู่กับว่าผลของน้ำท่วมสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ส่วนน้ำนั้นก็คือเยอรมนี สงครามโลกครั้งที่สองนั้นเป็นมหาสงครามระหว่างฝรั่งเศส อังกฤษและพันธมิตรอื่นๆ กับเยอรมนี ส่วนน้ำท่วมใหญ่นั้นเป็น “มหาสงคราม” ระหว่างประเทศไทยกับมวลน้ำมหาศาลที่กำลังบุกเข้าโจมตีกรุงเทพฯ

สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มจริงๆ ในเดือนกันยายน ปี 1939 เมื่อฮิตเลอร์บุกโปแลนด์ซึ่งทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสต้องประกาศสงครามกับเยอรมนี แต่ในความเป็นจริงการรบระหว่างสองค่ายยังไม่เกิดขึ้น คนในอังกฤษและฝรั่งเศสก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ยังคงฉลองคริสต์มาสกันตามปกติ แต่ในทางตรงกันข้าม  เยอรมนีนั้นกำลังเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์และฝึกซ้อมทหารอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมบุกยึดประเทศศัตรู  ถ้าเปรียบไปก็คงเหมือนช่วงประมาณเดือนมิถุนายนปีนี้ที่น้ำเริ่มท่วมในชนบทของไทยหลายแห่งแต่ก็ไม่ใคร่มีใครคิดว่ามันจะกลายเป็นการท่วมที่ใหญ่โตอะไรนัก ในเวลาเดียวกัน  น้ำฝนก็เริ่มตกลงมาและสะสมพลังน้ำไว้มหาศาลโดยที่ไม่มีใครตระหนัก  และเขื่อนต่างๆ ยังกักเก็บน้ำตามปกติ มหาสงครามโลกครั้งที่สองกำลังจะเริ่มแล้ว..  เช่นเดียวกับ “มหาสงครามน้ำ” ในประเทศไทย

ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม 1940 เยอรมนีก็เริ่มสงครามเปิดศึก Blitzkrieg หรือการรุกแบบ “สายฟ้าแลบ” เข้ายึดเดนมาร์ก นอร์เวย์ เบลเยียม ประเทศยุโรปที่อยู่ทางใต้หลายประเทศ และยึดฝรั่งเศสได้ในวันที่ 22 มิถุนายน 1940 ใช้เวลาเพียง 2-3 เดือน จากนั้นก็เตรียมบุกอังกฤษซึ่งมี “ป้อมปราการ” ที่เป็นช่องแคบอังกฤษขวางอยู่

Blitzkrieg นั้น เป็นกลยุทธ์การรบที่เยอรมนีใช้หน่วยรถถังแพนเซอร์ที่เคลื่อนที่เร็วและทรงพลานุภาพพร้อมๆ กับกองกำลังทหารจำนวนมหาศาลบุกเข้าโจมตีแนวป้องกันต่างๆ ของฝ่ายตรงข้ามจุดแล้วจุดเล่า ทุกแห่งนั้นไม่สามารถป้องกันได้และ “แตก” อย่างรวดเร็ว ในกรณีของฝรั่งเศส “แนวป้องกันมายิโนต์” ซึ่งสร้างอย่างยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งมากและคิดว่า “ไม่มีใครสามารถผ่านไปได้” ก็ถูก “อ้อม” และผ่านไปในที่สุด ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสามารถต้านทานกองทัพเยอรมนีได้

ประมาณ เดือนสิงหาคม 2554 น้ำก็เริ่ม “บุก” จังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือของไทยตั้งแต่เชียงใหม่ และต่อมาที่นครสวรรค์ อยุธยา ปทุมธานี ทุกเมืองต่างก็สร้าง “เขื่อน” ป้องกันและ “ต่อสู้” กับน้ำในทุกรูปแบบแต่ก็ล้มเหลว เช่นเดียวกันนิคมอุตสาหกรรมซึ่งเปรียบเสมือนเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเทียบได้กับโรงงานผลิตอาวุธที่จำเป็นในสงคราม ต่างก็ “แตก” อย่างง่ายดายทุกที่ที่น้ำผ่าน มวลน้ำมหาศาลที่ไหลบ่ามานั้นก็คงเหมือนรถถังแพนเซอร์และกองกำลังของเยอรมนีที่มีประสิทธิภาพสูงจนไม่มีใครสามารถทานได้ ในเวลาเพียง 2-3 เดือนน้ำก็มาจ่ออยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้สร้าง “ป้อมปราการ” เป็นแนวป้องกันที่แข็งแกร่งและหวังว่าจะ “ไม่มีมวลน้ำที่จะผ่านไปได้”

ขณะที่เขียนบทความนี้ ผมเองก็ยังไม่ทราบว่ากรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเขตชั้นในจะรอดพ้นจากภาวะน้ำท่วมหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จ กรุงเทพฯ ก็คงจะเปรียบเหมือนฝรั่งเศสที่ถูกยึด แต่ถ้ากรุงเทพฯ รอดพ้นจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ไปได้ก็คงจะเหมือนกับอังกฤษ ที่รอดพ้นจากการยึดครองเพราะมีช่องแคบขวางอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้อังกฤษรอด อยู่ที่กองทัพเรือและกองทัพอากาศที่มีประสิทธิภาพในการที่จะยับยั้งฝ่ายเยอรมนีไม่ให้รุกข้ามช่องแคบมาได้  เหนือสิ่งอื่นใดกำลังใจที่เข้มแข็งและความสามัคคีอันยิ่งใหญ่ของชาวอังกฤษเป็นปัจจัยชี้ขาดทำให้อังกฤษเอาชนะฝ่ายเยอรมนีได้สำเร็จ

ความพ่ายแพ้ของเยอรมนีนั้น ถ้ามองกันในภาพใหญ่จริงๆ แล้วก็คือ  เยอรมนีมีทรัพยากรหรือกำลังไม่พอที่จะทำสงครามยืดเยื้อยาวนานได้ เช่นเดียวกัน น้ำนั้นก็มีพลังเพียงเท่าที่มันยังอยู่ในที่สูงและอยู่บนพื้นดิน ซึ่งในไม่ช้าน้ำทั้งหมดก็จะต้องไหลลงทะเลเป็นส่วนใหญ่และก็จะหมดพลังไปในที่สุด เรารู้ว่าในที่สุดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยก็ต้องจบลงไป แต่ในขณะนี้สิ่งที่ต้องทำก็คือ ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

ในแง่ของผู้คนทั่วไป ผมดูแล้วผลกระทบก็น่าจะคล้ายกัน ในสงครามมีผู้อพยพและศูนย์ผู้ลี้ภัย น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ก็คล้ายกัน ในสงครามผู้คนต่างก็ต้องกักตุนอาหาร เช่นเดียวกัน น้ำท่วมครั้งนี้สินค้าจำนวนมากถูกกวาดจากชั้นวางของในห้าง ซึ่งรวมถึงน้ำ อาหารแห้งและอาหารกระป๋อง เราเห็นความแตกตื่นของผู้คนที่หนีการสู้รบและหนีน้ำไม่ต่างกัน แต่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเสียหายของทรัพย์สินที่มากมายมหาศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านและของใช้ภายในบ้านที่จะหายไปกับสงครามและสายน้ำ แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป

ในมหาสงครามโลกครั้งที่สองนั้น แน่นอน ถือเป็นวิกฤติที่ยิ่งใหญ่ แต่วิกฤตินั้นมีโอกาสอยู่เสมอโดยเฉพาะในตลาดหุ้น ตลาดหุ้นทั้งในอเมริกาและอังกฤษในช่วงของสงครามมีราคาขึ้นลงหวือหวาช่วงที่ฝรั่งเศสและอังกฤษเพลี่ยงพล้ำ ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างแรง แต่ในยามที่เยอรมนีปราชัย ตลาดหุ้นก็วิ่งขึ้น เช่นเดียวกัน ราคาหุ้นของบางบริษัท เช่นผู้ผลิตอาวุธและยุทธปัจจัยในอเมริกาต่างก็ได้ประโยชน์และวิ่งขึ้น ตรงกันข้ามกิจการหลายอย่างโดยเฉพาะที่เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยก็ถูกกระทบเพราะคนคงลดการใช้ลงไปมาก

น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ก็เช่นกัน บางบริษัทได้ประโยชน์แม้ว่าส่วนใหญ่จะเสียหาย อย่างไรก็ตามกรณีของน้ำท่วมนี้ เรารู้ผลลัพธ์ชัดเจนอยู่แล้วว่าในไม่ช้าน้ำก็จะลดลงหรือแพ้ไปตามธรรมชาติ ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาจึงมีเพียงว่าบริษัทจะได้รับความเสียหายแค่ไหนและความเสียหายนั้นจะต่อเนื่องต่อไปอีกนานเท่าไร ภาพโดยรวมแล้วผมคิดว่าบริษัทที่น่าจะเสียหายมากที่สุดก็คือบริษัทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมหรือมีทรัพย์สินอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมรุนแรง โดยเฉพาะบริษัทที่มีโรงงานส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่โดนน้ำท่วมหนักและบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีที่ดินและโครงการจมอยู่ใต้น้ำ ส่วนบริษัทอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบรองลงมาก็คือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบริษัทอื่นที่ถูกกระทบรุนแรงและการผลิตหรือการดำเนินงานต้อง “สะดุด” หยุดลงชั่วคราว ส่วนบริษัทที่ได้ประโยชน์หรือเสียหายน้อยก็คือบริษัทที่อาจจะมียอดขายลดลงบ้างในช่วงนี้แต่จะกลับมาขายดีขึ้นเมื่อน้ำลด เช่น บริษัทขายวัสดุก่อสร้างหรือบริษัทที่ขายสินค้าจำเป็นทั้งหลาย แต่โอกาสจริงๆ คือ เราจะต้องพิจารณาว่าราคาหุ้นของแต่ละบริษัทที่เรากำลังพิจารณานั้นตกลงมาแค่ไหนเมื่อเทียบกับผลกระทบที่บริษัทได้รับ
โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
credit:  http://bit.ly/nISjQb

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการอยู่ในตลาดหุ้นมา 8 ปี โดย โอ@

•October 18, 2011 • Leave a Comment
ขออนุญาตินำบทความที่คุณ Sarut รวบรวมไว้ที่ Blog มาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ

*****************************************************************************
บทความโดย พี่ โอ@ จากเวบ thaivi นะครับ ได้ข้อคิดดีๆเยอะเลย

ขออนุญาตพี่เค้านำมาเผยแพร่แล้วครับ
*****************************************************************************
1. คนเข้ามาเล่นหุ้นส่วนมากคิดว่าหาเงินได้ง่ายๆ
มีเพื่อนจำนวนมากเห็นผมลงทุนมานานและได้ผลตอบแทนพอสมควร ก็มาถามว่าอยากลงทุนบ้างทำยังไงดี
ผมก็ซื้อหนังสือให้ 2-3 เล่ม บอกว่าไปอ่านให้จบก่อน แล้วมีอะไรมาถาม
หนังสือเหล่านั้นผมอ่านวันเดียวจบ และรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก ....
90% ของเพื่อนๆอ่านหนังสือไม่จบ แต่ก็ไปเปิดพอร์ตแล้วก็ซื้อตามคนอื่นบอก
ช่วงตลาดดีก็กำไร ... ช่วงตลาดแย่ก็ ... "เฮ้ย ทำไงดีวะกรูซื้อปูมา 700 บาทต่อกิโล"
ถ้าเล่นหุ้นมันง่าย ป่านนี้ไม่มีใครทำงานแล๊วววว .... อย่าลืมนะคนตายเขาไม่ได้พูด
2. คนไทยยังคงมีความรู้ทางด้านการลงทุนน้อยมาก
ผมว่าไทยเราก็เหมือนอเมริกาครับ เมื่อก่อนอเมริกามีแต่นักลงทุนรายย่อย
แต่เล่นไปเล่นมา รายย่อย ย่อยยับกันหมด ทำให้ตอนนี้อเมริกาเต็มไปด้วยกองทุน รายย่อยแทบไม่เหลือเลย
แล้วเราจะเล่นอย่างไรละในตลาดอย่างนี้ ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติผมไปอธิบายให้คนคนนึงฟังว่า
- มีหุ้นตัวนึง pe 10 เท่า แต่คิด dcf ออกมาจากราคานี้ยังมี upside 200%
- กับอีกตัวผมบอกว่า ตัวนี้ pe 5 เท่า โตปีละ 20% ถือไป ปีนึงกำไร 100%
คุณว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้นก่อนกันครับ
3. วลีเด็ดจากเซียน "อย่าโลภเกินความรู้" ใช้ได้เสมอ
4. บางทีเราก็รักหุ้นตัวนึงซะจนลืมมองข้อด้อยของมัน
ความรักทำให้คนตาบอด ... ซื้อหุ้นก็ทำให้เราตาบอดได้เหมือนกัน
ตอน Subprime ผมก็โดนไปกับหุ้นตัวนึง
... ไม่ต้องกลัว หุ้นเราไม่ลงหลอก เก่งขนาดนี้ ราคาตอนนี้ PE 5 เอง
.... ผลลัพธ์.... ภายใน 1 อาทิตย์หุ้นผมลงไป 30%
สุดท้ายใครจะไปรู้ว่า xxxx จะมีหุ้น PE 2 ให้ซื้อเต็มไปหมดเลย
5. ราคาหุ้นเป็นโฆษณาที่ดีที่สุด
... พอราคาขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวคนก็จะมาสนใจกันเต็มไปหมดเอง ... ไม่ต้องไปโฆษณากับใครที่ไหน
6. ข่าวมักจะมาหลังจากราคาตอบสนองแล้ว
ถ้าวันนี้ set ลง ... ตลาดไทยทรุดตามตลาดต่างประเทศ, ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดี
ถ้าวันนี้ set ขึ้น ... ต่างชาติเข้าลงทุนในไทยเพิ่ม เนื่องจากลดพอร์ตในต่างประเทศ
ลองสังเกตุดูครับ
7. นักวิเคราะห์ในทีวี บางทีก็ไม่ได้รู้อะไรมากมาย
หลายท่านก็เก่งนะครับ นั่งฟังแล้วก็รู้สึกว่าได้อะไร
แต่บางท่านต้องเก๊กครับ ตอบๆไปก่อน ผิดถูกไม่รู้ จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้เดี๋ยวเสียหน้า
ถ้าตอบถูก ... เดี๋ยวอีกอาทิตย์ถัดมาจะบอกว่า เนี่ยผมบอกไปแล้วอาทิตย์ที่แล้ว
ถ้าตอบผิด ..... หายไปกับกลีบเมฆ
8. ความรู้ไม่มีสิ้นสุด
ทุกครั้งที่มองกลับไปข้างหลังก็จะรู้สึกว่าเมื่อก่อนเราโง่นะเนี่ย ฉะนั้นยังไงก็ห้ามหยุดศึกษาครับ
9. เพื่อนเป็นสิ่งที่ดีมากในโลกการลงทุน
ศึกษาหุ้นคนเดียวสู้ศึกษากันหลายๆหัวไม่ได้หรอกครับ ยิ่งถ้าเป็นคนที่กล้า comment แรงๆ นี่ใช่เลย
10. คนเราชอบเสพย์ข่าวดี
ลองไปดูหลายๆอันครับ ผมจำได้ว่า กระทู้ PTL มีคนไปบอกว่า ระวัง PTL ราคาแพงนะ
... มีคนมาหาว่า เสี่ย VI ส่งคนมาปล่อยข่าวจะได้เก็บหุ้นถูกๆ
... อ้าวชิปหาย เตือนแม่งก็โดนหาว่าทุบหุ้น พอไม่เตือนก็เจอหาว่าปั่นหุ้น
11. เล่นหุ้นให้คนอื่นยากกว่าตัวเอง
รับบริหารเงินให้คนอื่นนี่ปวดหัวมากครับ ถึงแม้คนเอาเงินให้เราเขาจะบอกว่าเขาไม่คิดอะไร
แต่เราเองนั่นแหละ จะรู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ได้ เงินเขาขาดทุนไม่ได้นะ เครียดเปล่าๆ
12. เหนือฟ้ายังมีฟ้า
พื้นฐานธุรกิจหรือจะเท่าเจ้าของลิขิต
ผมได้เรียนรู้ว่า เล่นหุ้นที่เจ้าของอยากให้หุ้นขึ้นครับ ให้พยายามอยู่ข้างเดียวกับเขา
(อาจจะดูไม่วีไอเท่าไหร่นะครับ)
13. ไทยแลนด์แดนอินไซด์
คนบางคนอยู่ในตลาดมาหนึ่งเดือนสองเดือน บอกว่า เฮ้ยๆ ได้อินไซด์มาเต็มเลย
.. คุณมี connection แค่นั้น ... อยู่ในตลาดมาแค่นี้
คุยได้ข่าวมาไม่คิดว่าคนอื่นเขาจะได้ข่าวมาเหมือนกันหรอ ...
เวลาได้ข่าวมา ต้องเช็คครับว่าข่าวจริงแค่ไหน แล้วก็เราได้ข่าวเป็นไม้ที่เท่าไหร่
ถ้าได้เป็นไม้ท้ายก็อย่าไปเล่นเลยครับ เขาว่าข่าวไม้แรกมักจะมาจากเมียน้อยผู้บริหาร
14. ซื้อหุ้นตามเพื่อนแล้วซวยทุกที
เพื่อนๆมาเล่าให้ฟัง ... ตัวนี้ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ... เอาวะ ซื้อๆไปก่อนเดี๋ยวเพื่อนล้อ
... หุ้นมันลงมา 5% ก็เพราะเรามันไม่รู้พื้นฐาน
เลยต้อง cut loss ทิ้ง ... เพื่อนทุกคนอยู่ครบ .. แล้วหุ้นก็ดีดกลับไป +30% ในหนึ่งอาทิตย์
T_T เศร้าไม๊ ? .... ตอบได้ว่าเศร้า แต่ทำไงได้ละ ขี้เกียจเอง
15. โอกาสมักจะมาตอนเราขี้เกียจ
ด้วยความขี้เกียจทำให้ปีที่ผ่านมาๆพลาดไปหลายมหกรรมเลยทีเดียว
16. จงลืมต้นทุน
ต้นทุนไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ... จงคิดแต่ว่าราคาหุ้นปัจจุบันเนี่ย ถ้าเรายังไม่มีหุ้นตัวนี้ เราจะซื้อหรือเปล่า
ถ้าเราไม่คิดจะซื้อ ... แล้วเราจะถือมันไว้ทำไม
17. ข่าวในหนังสือพิมพ์ ... ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์
18. ตลาดหุ้นเป็นสถานที่แปลก 
.. คนรวยนั่งรถเบนซ์ เดินไปขอคำแนะนำการลงทุนจากคนที่นั่งรถเมล์มาทำงาน
19. ราคาหุ้นในตลาดมันก็หลักการเศรษฐศาสตร์ขั้นต้น
หุ้นมันก็มีอยู่จำนวนเท่าเดิม .. อยู่ดีดีคนอยากมาซื้อหุ้นตัวนี้ มันก็ขึ้น
... อยู่ดีดีคนได้ข่าวร้าย แล้วเชื่อตามๆกัน มันก็ลง
20 มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม
เรามักจะคล้อยตามสิ่งรอบข้างได้ง่ายมาก
ถ้าเราเชื่อว่าหุ้นตัวนึงไม่ดี ถ้าคนรอบข้างคอยบอกว่าหุ้นตัวนี้ดี
... คนเดียวอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้า 20 คนยืนยันเหมือนกัน เรามีโอกาสจะคล้อยตามได้ง่ายมาก
21. เขาว่าถ้าเราเจอแมลงสาบตัวนึง ให้คิดได้เลยมันมีอีกเป็นฝูง
คล้ายกับหุ้นเลย .. ถ้ามีข่าวดีอันนึง เดี๋ยวจะมีมาอีกเพียบ ...
แต่ถ้ามีข่าวร้ายเมื่อไหร่ ... โหย ... ร้ายแล้วเดี๋ยวมีร้ายกว่า
22. กับดัก VI หยิ่งในศาสตร์ของตน
หลายๆทีเราทะนงตัวว่าตัวเองเป็น VI
VI เป็นผู้ฉลาด รอบรู้ ศาสตร์อื่นๆล้วนด้อยกว่า ระวังครับ มันจะทิ่มแทงเราเอง
ลองดูสถานการณ์เหล่านี้
"ศึกษาตามหลัก VI มาดีแล้ว ราคาลงมา 30% ไม่เห็นต้องกลัวเลย
.... สุดท้ายราคาลงไป 50% เฮ้ย รู้งี้ฟังคนอื่นพูดบ้างก็ดี"
"หุ้นลง 10% ... ไม่เป็นไรศึกษามาดี ลง 50% ก็ได้ ... พอเกิดจริง มันลงมา 30%
เฮ้ย!! เดี๋ยวเหมือนครั้งก่อน กรูไปก่อนดีกว่ากลัวแล้ว สรุป ขายได้โลว์เลย"
หลายๆครั้งผมมักจะเห็นว่า VI ขายโลว์ ...
ทำไมหรอครับ เพราะ VI ความอดทนสูงกว่าคนอื่นไงครับ ทนไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายทนไม่ได้
23. ซื้อหุ้นอย่าดูแค่มันถูก
คิดมูลค่าหุ้นออกมาโหย ถูกมาก upside 50% ดูแค่นี้ระวังนะครับ
หุ้นมันจะขึ้นได้ต้องมีคนมาสนใจ มาซื้อเพิ่ม
1. คนที่ถืออยู่แล้วมาซื้อเพิ่ม
2. ถ้าหุ้นตัวเล็ก นักลงทุนคนอื่นมาซื้อเพิ่ม
3. ถ้าหุ้นตัวกลางๆ นักลงทุนซื้อกันหมดแล้ว ต้องรอกองทุนมาสนใจ
4. ถ้าหุ้นเต็มไปด้วยกองทุนและนักลงทุนแล้ว ... ให้กลับไปดูข้อ 1
บางทีคนรอบตัวเราซื้อหุ้นกันไปหมดแล้วแต่หุ้นไม่ขึ้น อันนี้เริ่มน่ากลัวแล้วครับ แสดงว่ามีคนขายอยู่จำนวนมาก
เขาอาจจะรู้อะไรที่เราไม่รู้ก็ได้

โดย: คุณ โอ@
รวบรวมโดย: คุณ Sarut 
credit:  http://goo.gl/NokkU

ทุนเสน่หา โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

•October 18, 2011 • Leave a Comment

คนจะรวยได้ต้องมีทุน ยิ่งมีทุนมากโอกาสมั่งคั่งก็มาก เพราะทุนคือทรัพยากรที่สร้างหรือทำเงินให้เรา คนไม่มีทุนหรือมีทุนน้อย โอกาสรวยแทบเป็นศูนย์

ดูเหมือนคนไม่มีทุน โอกาสรวยมากที่สุด ก็คือ การถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ซึ่งก็คือโอกาสหนึ่งในหลายๆ ล้าน และถึงจะรวยก็คงรวยไม่มากไม่ถึงร้อยล้าน
ผมพูดแบบนี้อาจทำให้หลายคน มีข้อโต้แย้งอย่างแรง เพราะเศรษฐีหรือเจ้าสัวหลายคนในเมืองไทย ว่ากันว่าไม่มีทุนเลย หลายๆ คนแทบจะมีแต่ “เสื่อผืนหมอนใบ” ตอนเริ่มต้นสร้างตัว ดังนั้นจะบอกได้อย่างไรว่าคนไม่มีทุนไม่มีวันรวย?

ที่จริงนักลงทุนหลายคนในตลาดหุ้นที่มั่งคั่งร่ำรวยในวันนี้ เริ่มจากทุนน้อยมาก แต่ผมยืนยันว่า ทุนเป็นปัจจัยสำคัญ แทบจะประการเดียวที่ทำให้คนมั่งคั่ง หรือร่ำรวย เพราะทุนในความหมายของผมครอบคลุมทุนหลายแบบ อะไรที่ทำเงินได้ก็เป็นทุนทั้งสิ้น

ทุนแบบแรก คือ ทุนทางเศรษฐกิจ หรือ Economic Capital เป็นทุนที่เราคุ้นเคยกัน ได้แก่ เงินทอง ที่ดินอาคาร หุ้น ทอง เครื่องเพชร และสิ่งของต่างๆ ที่เราจับต้องได้ มีมูลค่าและ/หรือราคาในตลาด คนที่มีทุนประเภทนี้มาก เช่น คนที่ได้รับมรดก หรือได้รับเป็นของขวัญจากพ่อแม่ทั้งให้เปล่า หรือให้ยืม จะมีโอกาสที่เขาสร้างเงิน หรือความมั่งคั่ง ซึ่งก็จะกลับมาเป็นทุนที่เพิ่มขึ้นอีก คนที่ใช้ทุนไม่เป็น เช่น นำทุนไปลงทุนต่อแล้วขาดทุนจนหมดตัว ดังนั้นการใช้ทุนให้เป็น หรือใช้อย่างฉลาดก็เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งไม่น้อยไปกว่าการมีทุนเหมือนกัน

ทุนแบบที่สองคือ “ทุนมนุษย์” หรือ Human Capital นี่ก็ คือความรู้ ความสามารถและทักษะของเรา ซึ่งผมคิดว่า IQ มีส่วนสำคัญกำหนดว่าเราจะมีทุนแบบนี้มากน้อยแค่ไหน ทุนมนุษย์ เป็นทุนที่สร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง นั่นก็คือ ถ้าเราตั้งใจเรียนหมั่นศึกษาหาความรู้ เราก็สามารถเพิ่มพูนทุนนี้ได้ ทุนมนุษย์ ในอดีตอาจจะสร้างเงินไม่ได้มากมายนักเทียบกับทุนทางเศรษฐกิจ และมักจะมีคำกล่าวเสมอว่า “การรับจ้างกินเงินเดือนไม่มีวันรวย” แต่ในโลกที่เจริญขึ้น บริษัทขนาดใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งแยกระหว่างเจ้าของกิจการกับผู้บริหารมากขึ้น การใช้ทุนมนุษย์ หรือความสามารถ ก็ทำเงินให้ได้มหาศาลไม่แพ้คนที่มีทุนทางเศรษฐกิจ

ทุนแบบที่สามคือ “ทุนทางสังคม” หรือ Social Capital คือการใช้ Connection หรือความสัมพันธ์ทำเงิน คนที่มีทุนแบบนี้มาก คือคนที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับคนอื่นๆ หรือเป็นคนที่มีภาพพจน์ดี โดยเฉพาะกับคนที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเองได้ ก็สามารถใช้ความสัมพันธ์นั้นทำเงิน หรือทำให้ตนเองมั่งคั่ง ได้มากกว่าคนที่มีทุนแบบนี้น้อยกว่า แน่นอนว่าคนบางคน มีทุนแบบนี้มาก แต่ถ้าไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางการเงิน ก็จะไม่ร่ำรวย หรือมั่งคั่งเพิ่ม และนี่ก็เหมือนกับทุนอย่างอื่น ที่คนบางคนอาจมี แต่ทิ้งไว้เฉยๆ หรือบริหารทุนแบบผิดพลาด ประโยชน์ก็ไม่เกิดขึ้น

ทุนตัวสุดท้าย คือสิ่งที่ผมอยากเรียกว่า “ทุนเสน่หา” หรือ Erotic Capital ถ้าจะพูดแบบเท่ๆ คือทุนพวก “สวย มีเสน่ห์ และเซ็กซี่” นี่เป็นทุนที่มีบทบาท หรือสร้างเงินและความมั่งคั่งได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมยุคข่าวสารข้อมูล ทุนเสน่หาในอดีตมักถูก “กีดกัน” ไม่ให้สามารถสร้างความมั่งคั่งหรือร่ำรวยได้ ด้วยเหตุผลทางสังคมและการปกครอง ในอดีตสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก แม้แต่นักร้องหรือดาราระดับซูเปอร์สตาร์ยังต้อง “ปากกัดตีนถีบ” คนที่เรียนจบปริญญาตรีไม่มีใครยอมเป็นดารา เพราะถูกมองว่าเป็นคน “เต้นกินรำกิน” ลูกหลาน “ไฮโซ” ในสังคมไม่ยอมให้ลูกเป็นดารา หรือไปแต่งงานกับดารา แต่เดี๋ยวนี้ตรงกันข้าม ทุกคนอยากเป็นดาราหรือแฟนดารา ดาราระดับซุปตาร์ ทำเงินมหาศาลและหลายคนร่ำรวยกว่าคนที่เป็นลูกหลานไฮโซ

แน่นอน ทุนเสน่หา ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่อยู่ในแวดวงบันเทิง คนที่เกิดมาสวยหรือหล่อ ร่างกายสูงและรักษาน้ำหนักไม่ให้อ้วน เป็นคนยิ้มมีเสน่ห์ประทับใจ บางคนดู “เซ็กซี่” สำหรับเพศตรงข้าม คนแบบนี้ถือว่ามีทุนเสน่หาสูง และถ้ารู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ เช่น ไปทำงานในแวดวงที่ให้คุณค่ากับ Erotic Capital มาก เช่นงานที่เกี่ยวข้องกับคนบันเทิงหรืองานบริการ พวกเขาจะทำเงินได้มาก และแม้แต่งานอื่นทั่วๆ ไป ความ “เสน่หา” ก็ช่วยเพิ่มความสำเร็จ หรือเพิ่มเงินให้พวกเขาได้

การศึกษาในต่างประเทศพบว่า คนหน้าตาดีประเภทหล่อหรือสวย ได้เงินเดือนโดยเฉลี่ยสูงกว่าคนหน้าตาขี้เหร่ 15-20% ในอาชีพทั่วๆ ไป ยิ่งหนักกว่านั้นคือ คนสูงจะทำเงินมากกว่าคนเตี้ย 20-25% ตรงกันข้ามคนอ้วนได้เงินเดือนต่ำกว่าคนน้ำหนักปกติ 10-15% และที่น่าแปลกคือ ผลกระทบถ้าเป็นผู้ชายส่วนใหญ่จะสูงกว่าผู้หญิง

ทุนเสน่หา ในอดีตดูเหมือนว่าจะขึ้นอยู่กับ “ดวง” เสียมาก นั่นคือเกิดมาสวยหล่อและสูง แต่ปัจจุบันนี้เราเพิ่มทุนตัวนี้ได้พอสมควร เช่น การทำศัลยกรรม การลดน้ำหนัก การเข้ายิม การทำสีผิวให้ขาว และการแต่งหน้าและแต่งตัวให้ดูดี การลงทุนเพิ่มทุนเสน่หาให้กับตัวเอง จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะนี่อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า    คนจำนวนมาก อาจไม่ตระหนักว่าการมีหน้าตาดี หุ่นสูงใหญ่ แต่งตัวดี จะไปเกี่ยวอะไรกับการทำงานอาชีพ เช่น ผู้บริหารที่ต้องใช้ประวัติการศึกษา ทักษะ และความสามารถในการวิเคราะห์พิจารณาตัดสินใจอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงคือ คนที่มีทุนเสน่หาสูง มักได้รับการโปรโมตดีกว่าคนที่มีคุณสมบัติอื่นเท่าๆ กัน พวกเขามักได้เงินสูงกว่า ถูกเลือกให้เข้าทำงานมากกว่าคนที่หน้าตาและหุ่นไม่ให้ ทั้งๆ ที่งานเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับรูปร่างและหน้าตา

ทุนทั้งสี่แบบนั้น มีการเพิ่มและลดได้ ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวที่จะทำ เช่น คนที่มีทุนเป็นเงินก็มักจะไปเพิ่มทุนมนุษย์ ทุนสังคม และทุนเสน่หา ซึ่งอาจกลับไปทำให้เขาเก่ง  มีสายสัมพันธ์และดูดี ซึ่งจะทำให้เขาทำเงินเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเงินที่ลงไป ตัวทุนเองก็เปลี่ยนแปลงไปได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้ เช่น ตัวทุนเสน่หา เมื่อเวลาผ่านไป ทุนนั้นจะลดลงตามธรรมชาติ ดังนั้นคนที่มีทุนตัวนี้ แต่ไม่ได้ใช้ในเวลาที่เหมาะสมอาจจะเสียโอกาสไป

ทั้งหมดนั้น เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของทุน ซึ่งทุกคนมีแต่หลายคนอาจรู้ไม่ครบว่าตนเองมี เจ้าสัวที่รวยได้แม้เริ่มจากเสื่อผืนหมอนใบ หรือนักลงทุนที่รวยโดยเริ่มจากเงินทุนเพียงเล็กน้อย แท้จริงแล้วพวกเขาคงมีทุนมนุษย์ที่มากล้นแต่คนมองไม่เห็น แต่ถ้าเราเข้าใจทุนจริงๆ แล้ว จะไม่สงสัยเลยว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่มาจากทุนทั้งสิ้น

โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
credit:  http://bit.ly/p75nBQ

จะซื้อหรือขายหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

•October 18, 2011 • Leave a Comment

ในช่วงที่ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างหนักในช่วงเวลาสั้นๆ คนที่ไม่ได้ถือหุ้นอยู่ หรือถือไว้น้อยมาก ก็มักจะถามว่า “ซื้อหุ้นได้หรือยัง?”

คนกลุ่มนี้มักจะเป็นนักเล่นหุ้นสมัครเล่น  และเป็นคนมีเงินที่พร้อมเข้าไปเสี่ยงเก็งกำไรจากตลาดหุ้นเป็นครั้งคราว  กลยุทธ์ของเขา ก็คือ  ช้อนซื้อหุ้นในช่วงที่มันตกต่ำเพราะตลาดเกิด  “แพนิค”  นั่นคือ  นักลงทุนตกใจจากภาวะน่ากลัวทางเศรษฐกิจและเทขายหุ้นอย่างหนัก  ทำให้ดัชนีปรับตัวลงแรง  ความเชื่อของพวกเขา ก็คือ  เมื่อหุ้นตกลงมาแรง   มันก็มักจะ  “กระเด้ง”  กลับขึ้นไปอย่างแรงเช่นกัน  ดังนั้น  เขาอยากรู้ว่าดัชนีที่ตกต่ำลงมามากในระยะเวลาอันสั้นนั้น  ถึง  “พื้น” หรือยัง  ถ้าผมตอบว่า  “หุ้นมันก็ลงมามากน่าสนใจแล้ว-ถ้าถือไปสัก 2-3 ปี”  เขาก็จะเข้าไป “ช้อน” ซื้อหุ้นทันที

เกณฑ์ที่ผมใช้ในการให้คำแนะนำที่  “จำเป็น”  ต้องทำนี้ ก็คือ  ผมจะดูว่าดัชนีหุ้นได้ตกลงมามากน้อยแค่ไหน-จากต้นปี   ผมเองไม่เคยจำดัชนีสูงสุดในระหว่างปีได้และก็ไม่สนใจดูด้วยเพราะผมชอบมองระยะยาวมากกว่า  ถ้าผมพบว่าหุ้นได้ตกลงมามากพอสมควรนับจากต้นปี  ผมก็คิดว่าความเสี่ยงในการเข้าไปลงทุนก็น่าจะน้อยลง  อย่างไรก็ตาม  นี่จะต้องประกอบกับการดูย้อนหลังไปอย่างน้อย 2-3 ปีด้วยว่า  ดัชนีมีการปรับตัวขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน  ถ้าหุ้นติดลบมาต่อเนื่องกัน  ผมก็จะรู้สึกว่าความเสี่ยงในการเข้าไปซื้อหุ้นก็น่าจะลดลงไปอีก  แต่ถ้า 2-3 ปีนั้น  หุ้นได้ขึ้นมามากอย่างที่เป็นอยู่  ผมก็จะระวังมากขึ้น  ลึกๆ  แล้ว ผมคิดว่าถ้าสิ้นปีนี้  ดัชนีต่ำกว่าสิ้นปีที่แล้วบ้าง  ก็น่าจะเป็นเรื่องปกติ  ดังนั้น  การที่ดัชนีหุ้นในช่วงนี้ต่ำกว่าเมื่อตอนต้นปีประมาณ 10%  มันก็ไม่น่าจะบอกได้ว่าหุ้นในขณะนี้มีราคาต่ำมากมายอะไรนัก แม้ว่ามันจะตกลงมากว่า 20% แล้วถ้านับจากกลางปี  เหนือสิ่งอื่นใด  สถิติหุ้นไทยนั้น  ในเวลา 10 ปี  หุ้นจะขึ้นประมาณ 6 ปี  และหุ้นจะตกประมาณ 4 ปี

นอกจากเรื่องของผลตอบแทนที่ผ่านมาทั้งปีปัจจุบันและปีย้อนหลัง 2-3 ปีแล้ว   ผมยังดูด้วยว่าดัชนีที่ตกลงมามากนั้น  ทำให้ค่า PE  ค่า PB  และผลตอบแทนจากปันผลจะเป็นเท่าไร  ถ้าค่า PE และค่าอื่นๆ  นั้น ชี้ว่าหุ้นในตลาดโดยเฉลี่ยไม่แพง  ผมก็จะถือว่าความน่าสนใจในการซื้อหุ้นน่าจะอยู่ในระดับกลางๆ

ขณะเดียวกัน เรื่องของค่าความถูกความแพงของตลาดที่วัดด้วย PE และค่าอื่นๆ  แล้ว  ผมยังต้องดูสภาวะทางเศรษฐกิจการเงินของโลกและประเทศไทยด้วยว่าจะเป็นอย่างไรในช่วง 1-2 ปีที่จะมาถึง  ถ้าสภาวะไม่ดีและมีความเสี่ยงสูงที่จะเลวร้ายลงมากโดยเฉพาะกับเศรษฐกิจไทย   ความเสี่ยงของการลงทุนซื้อหุ้นก็จะสูงขึ้น   แต่ถ้าผมมั่นใจว่าอย่างไรเสียเศรษฐกิจไทยก็น่าจะยังดีอยู่พอสมควรแม้ว่าเศรษฐกิจต่างประเทศอาจจะไม่ดีนัก  แบบนี้  การที่หุ้นตกเพราะคนกลัวภาวะเศรษฐกิจโลก ก็อาจจะเป็นโอกาสของการเข้าไปช้อนซื้อหุ้นได้

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็เป็นเรื่องของคนที่ไม่ค่อยมีหุ้นอยู่ในมือและก็มักจะไม่ใช่คนที่มุ่งมั่นหรือทุ่มเทกับการลงทุนมากนัก  แต่สำหรับคนที่ถือหุ้นอยู่มากและเอาจริงเอาจังกับการลงทุนคำถามก็มักจะกลับกันว่าการที่หุ้นตกหนักมากนั้น  เขาควรขายหุ้นหรือเปล่า เพื่อลดการสูญเสีย  เขาควรรักษาเงินสดเอาไว้เพื่อรอกลับมาซื้อหุ้นที่จะตกต่ำและถูกลงไปอีกหรือไม่  พวกเขาคิดว่าสภาวการณ์เศรษฐกิจที่เลวร้ายในต่างประเทศอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอยลง   และนั่นจะกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและทำให้หุ้นตกลง  ดังนั้น  แม้ว่าค่า PE ตลาดในปัจจุบันอาจจะไม่สูง  หุ้นราคาไม่แพง  แต่ในอนาคตค่า PE  ก็จะสูงขึ้นเพราะค่า E หรือกำไรจะลดลง  ถ้าเป็นแบบนี้หุ้นก็จะตกลงไปอีก  ดังนั้น  ทางออกที่ดีกว่า ก็คือ  ขายหุ้นทิ้ง  อย่างน้อยก็บางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงลง  และเมื่อหุ้นตกต่ำถึง “พื้น” แล้วค่อยคิดซื้อหุ้นคืนภายหลัง

ประเด็น ก็คือ  เป็นเรื่องยากมากที่จะคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าหุ้นที่ได้ปรับตัวลงมาอย่างหนักแล้ว  จะตกลงต่อไป  ประสบการณ์ในทุกครั้งที่มีเหตุการณ์  “วิกฤติ”  และทำให้หุ้นตกลงมารุนแรงนั้น  ก็จะมีช่วงเวลาที่หุ้นจะ “กระเด้ง”  ขึ้นมารุนแรงเป็นช่วงๆ  และก็ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าหุ้นจะขึ้นไปเลยหรือจะตกลงไปใหม่อีก  ที่ยิ่งยากไปกว่านั้น ก็คือ  หุ้นตัวที่เราถืออยู่อาจจะมีพฤติกรรมการขึ้นลงแตกต่างจากภาวะตลาดโดยรวมด้วย  นั่นคือ  หุ้นตัวที่ถืออยู่อาจจะแย่หรือดีกว่าตลาด  ทำให้การวิเคราะห์ภาวะตลาดได้ถูกต้องนั้น  ไม่มีประโยชน์  เช่น  ดัชนีตลาดอาจจะลงต่อ  แต่หุ้นที่เราถืออยู่บางตัวอาจจะปรับตัวขึ้นไปแล้ว  ดังนั้น  ถ้าเราขายหุ้นไปโดยหวังว่าหุ้นจะลงแล้วเราเข้าไปซื้อกลับมาก็จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

สุดท้าย  สำหรับคนที่มีหุ้นจำนวนหนึ่งและก็มีเงินสดที่พร้อมจะลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มเติมได้  สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ  เขาอาจจะอยากถามว่า  เขาควรขายหุ้นที่มีอยู่หรือซื้อหุ้นเพิ่มดี  คำถามของเขาก็คงมาจากความคิดว่าหุ้นในขณะนั้น  ถูกหรือแพง  และคำตอบ ก็คือ  เขาไม่มั่นใจ  แต่ละวันที่ผ่านไปเขาอาจจะพยายามประเมินด้วยความกระสับกระส่ายเมื่อเห็นราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว  วันหนึ่งเขาอาจจะนึกอยากขาย  แต่อีกวันหนึ่งก็คิดว่าเขาควรจะซื้อเพิ่ม  เขาอยากฟังคำแนะนำหรือความคิดเห็นของคนที่เขานับถือว่ามีความสามารถและเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และลงทุนในตลาดหุ้นแต่ความเห็นของแต่ละคนก็ยังไม่สอดคล้องกัน   สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจขายเพื่อ “ลดความเครียด” โดยการขายหุ้นทิ้ง

ความเห็นของผมสำหรับคนที่ยังคิดไม่ออกหรือตัดสินใจไม่ถูกว่าจะซื้อหรือขายหุ้นดี  ก็คือ  เราควรอยู่เฉยๆ   เพราะการที่เราคิดไม่ออกระหว่างการซื้อหรือขาย   นั่นอาจจะแปลว่า  ราคาหุ้นอาจจะ “ก้ำกึ่ง”  มากระหว่าง  “ถูกหรือแพง”   นั่นแปลว่า หุ้นคงไม่มี  Margin of Safety หรือส่วนต่างของความปลอดภัยในกรณีที่เราจะซื้อ  ดังนั้น  การซื้อคงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ถูกต้อง   เช่นเดียวกัน  การขายในช่วงที่ตลาดกำลังแพนิคนั้น  ตามประสบการณ์ของผม  มักเป็นการขายที่แย่หรือได้ราคาที่ต่ำที่สุด  เพราะถึงแม้ว่าตลาดยังมีแนวโน้มที่จะลงอยู่  แต่ในระยะสั้นๆ  บ่อยครั้งหุ้นมักกระเด้งกลับขึ้นมาให้เราได้ขายในราคาที่ดีกว่าวันที่หุ้นตกรุนแรงแบบคนตื่นตูม  มันจึงไม่ใช่เวลาที่ควรขาย

สรุปแล้ว  ถ้าเรายังคิดไม่ออกว่าเราควรขายหรือซื้อหุ้น  เราก็ควรจะอยู่เฉยๆ   ในตลาดหุ้นนั้น  ไม่มีใครบังคับให้เราต้องตัดสินใจ  ยกเว้นในกรณีที่เราใช้มาร์จินในการซื้อหุ้นและหุ้นของเราถูกบังคับขายเพราะราคาตกลงมามาก    ซึ่งในกรณีนั้น  มันก็มักจะเป็นหายนะ  และนี่ก็เป็นอีกคำแนะนำหนึ่งของผมว่า  ในยามที่หุ้นมีความผันผวนและอาจจะมีโอกาสเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้น  อย่าใช้มาร์จิน  และถ้าเรามีเงินกู้มาร์จินอยู่  จงลดมาร์จินให้หมด

โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
credit:  http://bit.ly/qmNU0g

คนแจวเรือ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

•October 18, 2011 • Leave a Comment

ผมเพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวที่อิตาลีและอังกฤษ และก็เช่นเคย ผมมีข้อสังเกตจาก สิ่งที่พบเห็น

เรื่องแรก คือ ผมเพิ่งตระหนักว่า พนักงานบริการ เช่น พนักงานเสิร์ฟอาหารตามภัตตาคารโดยเฉพาะในอิตาลี ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายอายุ 30-40 ปี ที่เป็นผู้หญิงมีน้อยมาก ทำให้ผมแปลกใจ เพราะบ้านเรา หรือแถบเอเชีย มักจะเห็นผู้หญิงมากกว่า ทำให้ผมคิดว่า งานในอิตาลี หรือหลายๆ ประเทศในยุโรปคงจะหายาก งานเสิร์ฟจึงเป็นงานที่มีรายได้ดี จึงมีคนแย่งกันทำ และผู้ชายเข้ามาทำกันมาก และไม่ใช่เป็นงานชั่วคราวเพื่อรองานอื่น แต่เป็นอาชีพที่ “พ่อบ้าน” ทำกันเป็นงานประจำ ผมนึกต่อไปถึงญี่ปุ่น ผมเคยเห็นผู้ชายอายุมากทำงานเป็นคนนั่งเฝ้าสถานที่อาบน้ำร้อนของผู้หญิง

อุทาหรณ์เรื่องนี้ คือ แรงงานที่สำคัญถูกใช้ไปทำงานที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่ามากนักทางเศรษฐกิจ อาจบ่งบอกว่า ในระยะยาว ประเทศ อาจจะไปไม่ได้ไกลมากนัก จากจุดที่เป็นอยู่ ผมเองก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงอิตาลีหรือยุโรป ทำงานอะไรเป็นหลัก หรืออยู่มากในภาคไหนของเศรษฐกิจ

เรื่องที่สอง ก็คือ คนแจวเรือกอนโดลา ที่เมืองเวนิส เรือกอนโดลา เป็นเรือโบราณที่นักท่องเที่ยวใช้นั่งชมเมือง เป็นเรือที่ใช้คนพาย แต่สิ่งที่ผมทึ่ง ก็คือ ค่าจ้างของคนพายเรือ ในเวลาครึ่งชั่วโมงของการให้บริการ คนพายเรือคิดค่าบริการตกเป็นเงินไทย 4,000-5,000 บาท คร่าวๆ ถ้าทำ วันละ 4-5 เที่ยว โดยเฉลี่ยได้เงินวันละ 20,000 บาท เดือนหนึ่งถ้าทำสัก 20 วัน ก็จะมีรายได้ถึงเดือนละ 4 แสนบาท ถ้าเป็นคนไทยรายได้ขนาดนี้ คงต้องเป็นคนระดับซีอีโอของบริษัท ผมเชื่อว่าอาชีพนี้คงมีการสงวนไว้เฉพาะแต่คนท้องถิ่นเท่านั้นที่ทำได้
ความเชื่อของผมเรื่องนี้ คือ รายได้ของคนแจวเรือกอนโดลา ซึ่งผมดูแล้ว ไม่ได้มีทักษะพิเศษอะไร แต่ได้ผลตอบแทนสูงมาก เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานหนักเท่าๆ กันในเมืองไทย หรือประเทศแถบเอเชียส่วนใหญ่ แสดงว่า คนส่วนใหญ่ในเมืองนี้ คงได้เงินเดือนที่สูงมากเมื่อเทียบกับงานที่ทำ แต่ถ้าถามว่า ทำไมนักท่องเที่ยวยอมจ่าย คำตอบ คือ เมืองเวนิส เป็นเมืองสุดยอดที่น่าเที่ยวเมืองหนึ่งของโลก ผมหรือคนจำนวนมากจึงยอมจ่าย เพื่อโอกาสอันพิเศษสุดนี้ ถ้าเปรียบไป คนเอเชียหรือคนเมืองอื่นที่มาเที่ยวเวนิส หรืออีกหลายๆ เมืองในอิตาลี หรือในยุโรปยอมทำงานหนักและงานที่ใช้ความสามารถสูง เพื่อจะผลิตสินค้ามาให้คนเวนิสใช้เต็มที่ โดยที่คนเวนิสอาจตอบแทนด้วยการให้คนเหล่านั้นมาพักและนั่งเรือกอนโดลาที่พายโดยคนเวนิสปีละครั้ง ดูไปแล้วไม่ใคร่ยุติธรรม แต่ผมก็ไม่รู้ว่าการแลกเปลี่ยนแบบนี้จะดำรงอยู่ไปได้นานเท่าไร
เรื่องที่สาม ที่น่าแปลกใจ คือ ห้าง สินค้าแบรนด์เนมหรูหลุยส์วิตตอง ในกรุงลอนดอน พบว่า ลูกค้าต้องเข้าคิวรอเข้าชมสินค้า เพราะเขาจำกัดจำนวนลูกค้าเข้าชมและซื้อสินค้า แต่สิ่งที่น่าทึ่ง คือ 80-90% ของคนที่อยู่ในร้านและรอคิวอยู่ เป็นคนหน้าตาแบบ เอเชีย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว สินค้าของหลุยส์วิตตอง เราทราบดีว่าราคาสูงกว่าต้นทุนมาก เรียกว่าทำกำไรให้กับเจ้าของมหาศาล และผมเชื่อว่า ผลิตในแถบเอเชียด้วยต้นทุนต่ำมาก และขายให้คนเอเชียในราคาสูงมาก เปรียบไปแล้วเหมือนกับว่า คนเอเชียต้องทำงานหนัก เพื่อผลิตสินค้าให้คนยุโรปใช้ แล้วกลับไปขอแบ่งสินค้าบางส่วนกลับมา พร้อมกับความยินดีที่ได้สินค้ามีชื่อเอามาอวดเพื่อนที่บ้าน
พูดถึงสินค้าแบรนด์เนม ในระหว่างที่อยู่อังกฤษ ผมได้ข่าวว่าบริษัทผู้ผลิตและขายสินค้าแบรนด์ดังอย่างปราด้า ซึ่งเป็นเจ้าของยี่ห้อมิวมิว กำลังขายสินค้าดีระเบิดในเอเชีย หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าคนเอเชีย เห่อซื้อสินค้าแบรนด์เนมดังๆ แบบเดียวกับคนอังกฤษเข้าห้างไพร์มมาร์ค ซึ่งเป็นห้างขายสินค้าแฟชั่นราคาถูกคุณภาพดีกลางกรุงลอนดอน ผมฟังแล้วเกิดความรู้สึกว่า บางทีโลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงไป คนอังกฤษและคนยุโรปกำลังหันมาซื้อสินค้าราคาถูกคุณภาพใช้ได้ ส่วนคนเอเชีย ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นมากให้กับคนยุโรปเพื่อซื้อสินค้าแบรนด์เนมเพื่อ “หน้าตา”  ผมก็ไม่รู้ว่าแนวทางธุรกิจแบบนี้ จะไปได้นานแค่ไหน ถ้าให้เดาจากคิวของลูกค้าร้านหลุยส์วิตตอง ผมคิดว่าคงไม่เร็วนักที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้
จากเหตุการณ์ 3 เรื่องนี้ ผมเองสรุปว่า ยุโรปวันนี้ น่าจะเป็นยุโรปที่กำลัง “ตกดิน” มาตรฐานความเป็นอยู่ที่ยังสูงมากวันนี้ ดูเหมือนกำลังหยุดนิ่งและค่อยๆ ลดต่ำลง คนทำงานน้อยลง คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ทำงาน นั่นคือ ตกงาน และไม่ได้ทำงานที่ใช้ทักษะสูงนัก จำนวนมากทำงานบริการพื้นๆ ที่คนเอเชียทำได้ดีไม่แพ้กัน
สิ่งที่ทำให้ยุโรปยังดำรงความโดดเด่น คือ ยุโรปมีประวัติศาสตร์ยาวนานและยิ่งใหญ่ มีโบราณสถานที่ทำให้คนมาท่องเที่ยว และยอมจ่ายเงินแพงมาก และยัง “ผูกขาด” เรื่อง “การเป็นผู้มีรสนิยมสูง” ผ่านสินค้าแบรนด์หรูระดับโลก สองสิ่งนี้ มีส่วนสำคัญที่ช่วยรักษาสถานะการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงของยุโรปไว้ การที่ยุโรปจะก้าวหน้าหรือโตต่อไป ดูแล้วน่ายากเหลือเกิน พื้นฐานสำคัญจริงๆ ของการมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สูงได้จริงๆ ในโลกที่เป็นโลกาภิวัตน์ ก็คือ คุณต้องทำงานหนักและเป็นงานที่มีคุณค่าสูง
พูดมาเสียยาว ถ้าจะถามว่านี่จะมีอะไรเกี่ยวกับการลงทุนหรือเปล่า? คำตอบของผม คือ คงเกี่ยวบ้างในแง่วิเคราะห์สถานการณ์ยุโรป ที่กำลังประสบกับปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจรุนแรงช่วงนี้ ในความคิดของผม คนยุโรป น่าจะใช้ชีวิตที่สูงกว่าความสามารถของตนมานานโดย ผ่านการกู้หนี้ หรือ “ยืมอนาคตมาใช้” แต่อนาคตที่ว่านั้น ดูเหมือนว่าจะไม่มีอยู่จริง ยุโรปจึงต้องลดมาตรฐานความเป็นอยู่ลง
นี่คือ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้น อาจผ่านสิ่งที่เรียกว่า “วิกฤติเศรษฐกิจ” ผมพูดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมกำลังทำนายว่ากรีซจะ “ไปไม่รอด” หรืออิตาลีจะต้องประสบภาวะวิกฤติเร็วๆ นี้ บางทียุโรปอาจลดมาตรฐานการดำรงชีวิตลงอย่างช้าๆ เทียบกับคนเอเชียได้ โดยไม่ต้องผ่านวิกฤติเศรษฐกิจ ผมเชื่อว่า ยุโรป กำลังตกดิน และจะไม่กลับมายิ่งใหญ่อีกในชั่วอายุของเรา

โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
credit:  http://bit.ly/poOhqs