<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Entaneer&#039;s Blog</title>
	<atom:link href="http://entaneer.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://entaneer.wordpress.com</link>
	<description>Just another WordPress.com site</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Nov 2011 16:19:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='entaneer.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Entaneer&#039;s Blog</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://entaneer.wordpress.com/osd.xml" title="Entaneer&#039;s Blog" />
	<atom:link rel='hub' href='http://entaneer.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง …. รวมถึงวิกฤตครั้งนี้ (ตอนที่ 4 จบ) โดย คุณ Lin</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com/2011/11/06/dca-4/</link>
		<comments>http://entaneer.wordpress.com/2011/11/06/dca-4/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Nov 2011 16:17:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>entaneer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://entaneer.wordpress.com/?p=604</guid>
		<description><![CDATA[ผมเติบโตมาบนวิถีทางการลงทุนปีนี้ก็ย่างเข้าปีที่ 7 แล้ว ทุก ๆ ช่วงเวลา ผมเห็นนักลงทุนคนอื่น ๆ ตามเวปบอร์ดเติบโตเป็นนักลงทุนรายใหญ่ หรือล้มหายตายจากไปมากมาย ผมยืนยันวลี “คนตายไม่ได้พูด” นั้นเป็นของจริง คนที่ล้มหายไป (บางครั้งอาจจะไม่ได้ขาดทุนก็ได้นะครับ แค่หายไปเฉยๆ) มีจำนวนมากกว่าคนที่สำเร็จแบบเทียบเปอร์เซนต์กันไม่ติดทีเดียว ไม่ต่างกับกิจการต่าง ๆ บนโลกใบนี้ บางกิจการเติบโตอย่างเฟื่องฟูในยุคหนึ่ง ๆ และตกอับลงมาในอีกยุคหนึ่ง เช่นอีสแมนต์ โกดัก(NYSE:EK) เคยยิ่งใหญ่สมัยกล้องฟิล์มยังโด่งดัง แต่ตกอับอย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา ปัญหาของอีสแมนต์ คือผู้บริหารที่กำหนดทิศทางของกิจการผิดพลาด ให้ความสำคัญกับฟิล์ม ทั้ง ๆ ที่ระบบ Digital นั้นกำลังคืบคลานมา ในช่วงเวลา 15 ปีแห่งกล้องดิจิตอล หุ้นโกดัก กลับมีราคาลดลงเหลือ 1 เหรียญ จากเกือบ 100 เหรียญในช่วงที่เคยยิ่งใหญ่ อุปมาเปรียบผู้บริหารในองค์กรแล้ว DCA ตัวสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในทุกตอน ก็อุปมัยคือ “DCA ในตัวคุณ” นั่นเอง หลายครั้งคนเราเรียนรู้เพื่อจะพัฒนาประสิทธิภาพการลงทุนมากเกินไป คนที่ปีนบันไดแห่งความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว คือคนที่มีประสิทธิภาพ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=604&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเติบโตมาบนวิถีทางการลงทุนปีนี้ก็ย่างเข้าปีที่ 7 แล้ว</p>
<p>ทุก ๆ ช่วงเวลา ผมเห็นนักลงทุนคนอื่น ๆ ตามเวปบอร์ดเติบโตเป็นนักลงทุนรายใหญ่ หรือล้มหายตายจากไปมากมาย ผมยืนยันวลี “คนตายไม่ได้พูด” นั้นเป็นของจริง คนที่ล้มหายไป (บางครั้งอาจจะไม่ได้ขาดทุนก็ได้นะครับ แค่หายไปเฉยๆ) มีจำนวนมากกว่าคนที่สำเร็จแบบเทียบเปอร์เซนต์กันไม่ติดทีเดียว</p>
<p>ไม่ต่างกับกิจการต่าง ๆ บนโลกใบนี้ บางกิจการเติบโตอย่างเฟื่องฟูในยุคหนึ่ง ๆ และตกอับลงมาในอีกยุคหนึ่ง เช่นอีสแมนต์ โกดัก(NYSE:EK) เคยยิ่งใหญ่สมัยกล้องฟิล์มยังโด่งดัง แต่ตกอับอย่างต่อเนื่องในเวลาต่อมา ปัญหาของอีสแมนต์ คือผู้บริหารที่กำหนดทิศทางของกิจการผิดพลาด ให้ความสำคัญกับฟิล์ม ทั้ง ๆ ที่ระบบ Digital นั้นกำลังคืบคลานมา</p>
<p><a href="http://verapong.files.wordpress.com/2011/11/ek.jpg"><img title="ek" src="http://verapong.files.wordpress.com/2011/11/ek.jpg?w=450&#038;h=119&#038;h=119" alt="" width="450" height="119" /></a></p>
<p>ในช่วงเวลา 15 ปีแห่งกล้องดิจิตอล หุ้นโกดัก กลับมีราคาลดลงเหลือ 1 เหรียญ จากเกือบ 100 เหรียญในช่วงที่เคยยิ่งใหญ่</p>
<p><strong>อุปมาเปรียบผู้บริหารในองค์กรแล้ว DCA ตัวสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในทุกตอน ก็อุปมัยคือ</strong></p>
<p><strong>“DCA ในตัวคุณ” นั่นเอง</strong></p>
<p>หลายครั้งคนเราเรียนรู้เพื่อจะพัฒนาประสิทธิภาพการลงทุนมากเกินไป คนที่ปีนบันไดแห่งความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว คือคนที่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าบันไดนั้นตั้งอยู่ผิดที่ผิดทาง การปีนบันไดนั้นจะไม่มีประสิทธิผลเลย การลงทุนที่มีประสิทธิภาพดีคือการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมาก ๆ (ในเวลาอันสั้น ๆ ) แต่อันที่จริงทิศทางการลงทุนที่มีประสิทธิผลคือในเวลาที่ผ่านไป DCA ในตัวคุณควรจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ กว้างจนข้าศึกอย่างวิกฤตอันเลวร้าย มีโอกาสทำร้ายคุณได้น้อยมาก</p>
<p>ผมศึกษานักลงทุนที่สำเร็จเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และศึกษาจากบุคคลเหล่านั้น บางครั้งเนื้อหาดูซ้ำซากน่าเบื่อ แต่อันที่จริงผมอยากเปรียบเทียบว่า เราในฐานะพุทธศาสนิกชน เรียนรู้คำสั่งสอนของพระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยาวนานตั้งแต่ประถม เรียนศีล เรียนสมาธิ เรียนปัญญา เราก็ยังคงต้องเรียนมันอยู่ ตราบใดที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ เวลาแห่งความเพียรศึกษาก็ยังไม่จบสิ้น เพราะเรามิได้เข้าใจมันจริงตลอดเวลา</p>
<p>ปัญหาคือศาสดาแห่งการลงทุนของเราคือใคร สำหรับตัวผม ผมตอบได้ชัดเจนว่าคือบัฟเฟต รวมถึงคนอื่น ๆ ข้างเคียงอย่างลินซ์ หรือฟิชเชอร์ ถึงกระนั้นผมไม่เคยปิดโอกาสในการศึกษา มีหนังสือหลายเล่มพูดถึง New Normal ของการลงทุน ที่การ Buy and Hold จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคนี้ ผมนั่งอ่านหลายเล่มด้วยความเพลิดเพลิน และไม่เคยปิดกั้น แต่เอาแนวคิดมาใช้อย่างรัดกุม แต่แน่นอนว่าแก่นของแนวคิดการลงทุนผม จะต้องไม่เปลี่ยนไป</p>
<p>อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากกว่าคือ เราได้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาดีรึยัง ศาสนาพุทธสอนให้เรารักษาศีล ถามว่าใครบ้างที่สามารถทำได้สำเร็จบริบูรณ์ ทั้ง ๆ ที่มันคือก้าวเล็ก ๆ สำหรับการเดินทางไปนิพพาน ฉันใดฉันนั้น การลงทุนที่ดีย่อมประกอบจากองค์ประกอบต่าง ๆ มากมาย น้อยคนที่ทำมันได้ตลอด และนั่นคือจุดแตกต่าง</p>
<p>ช่วงเวลานี้ และช่วงเวลาไหน ๆ ผมทำอะไรหรือ ผมก็ขุดคูน้ำของผมเพิ่ม โดยการนั่งอ่านหนังสือเก่า ๆ อีกครั้ง นั่งอ่านหนังสือใหม่ ๆ โหลดมาบน Kindle เข้าไปศึกษากิจการใหม่ ๆ ที่ไม่เคยดู (และพบกิจการดี ๆ หลายตัว) ทบทวนพอร์ตเมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น (เช่นอุทกภัยครั้งนี้) และปรับปรุงมันให้แข็งแรง และสำคัญกว่านั้นผมให้ความสำคัญกับครอบครัว เพื่อนฝูง สิ่งที่ผมรัก สิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมาย ที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตผมไม่หลงทาง</p>
<p>โดย: คุณ Lin<br />
credit:  <a href="http://10000li.net/2011/11/01/dca-5/">http://10000li.net/2011/11/01/dca-5/</a></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/entaneer.wordpress.com/604/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/entaneer.wordpress.com/604/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/entaneer.wordpress.com/604/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/entaneer.wordpress.com/604/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/entaneer.wordpress.com/604/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/entaneer.wordpress.com/604/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/entaneer.wordpress.com/604/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/entaneer.wordpress.com/604/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/entaneer.wordpress.com/604/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/entaneer.wordpress.com/604/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/entaneer.wordpress.com/604/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/entaneer.wordpress.com/604/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/entaneer.wordpress.com/604/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/entaneer.wordpress.com/604/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=604&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://entaneer.wordpress.com/2011/11/06/dca-4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/a8b85e1c3dc4d21567e01a636a220991?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">entaneer</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://verapong.files.wordpress.com/2011/11/ek.jpg?w=450&#038;h=119" medium="image">
			<media:title type="html">ek</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>NPA โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรกร</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com/2011/11/06/np/</link>
		<comments>http://entaneer.wordpress.com/2011/11/06/np/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Nov 2011 16:14:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>entaneer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://entaneer.wordpress.com/?p=602</guid>
		<description><![CDATA[ความคิดต่อไปนี้ เกิดขึ้นเมื่อผมต้องย้ายข้าวของภายในบ้านจากที่ต่ำไปสู่ที่สูง เพราะนั่นทำให้ผมพบว่ามีสิ่งของมากมายที่ผมแทบจะไม่เคยได้ใช้ หรือใช้เพียง 2-3 ครั้ง แล้วก็ถูกเก็บเอาไว้จนผมลืมไปแล้วว่ามีอยู่ เครื่องใช้หลายอย่างนั้น ผมซื้อมาเพราะคิดว่ามันน่าใช้ มีประโยชน์ แต่หลังจากนั้นผมก็พบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ เช่น เครื่องออกกำลังกาย เครื่องมือทำความสะอาดบ้านแบบหรูหรา เป็นต้น สิ่งของบางอย่างนั้น ผมได้รับมาจากคนอื่นเป็นของขวัญ  หรือเป็นของรางวัล  ของเหล่านั้น  ผมไม่ต้องการใช้ในขณะนั้น  จึงเก็บไว้  แล้วก็ลืมว่ามันมีตัวตนอยู่  สิ่งของทั้งหมดนั้น  ผมเรียกมันว่า NPA หรือ  non-performing asset  หรือ “ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์” ทั้งๆ ที่มันอาจจะมีประโยชน์สำหรับคนอื่น ลองสำรวจตัวเองแล้ว  ผมก็คิดว่าตนเองไม่ใช่คนที่ซื้อหรือเก็บของอะไรมากมายนัก  ดังนั้น  คนอื่นจำนวนมากก็น่าจะมี NPA อยู่มากโขเหมือนกันโดยเฉพาะคนที่มีบ้านใหญ่โตเก็บของได้มาก  และเมื่อยิ่งคิดไปอีกก็พบว่า  ในความเป็นจริง  ผมหรือคนจำนวนมากนั้น  ไม่ได้มี NPA เฉพาะที่เป็นของใช้ต่างๆ  ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในบ้านเท่านั้น   แต่ยังมี NPA ที่เป็นทรัพย์สินรายการใหญ่ๆ  อีกไม่น้อย  และ NPA  เหล่านั้น  น่าจะมีส่วนทำให้ความมั่งคั่งของเขาถดถอยลงเนื่องจากมัน  “ดูด”  เงินของเราให้  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=602&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ความคิดต่อไปนี้ เกิดขึ้นเมื่อผมต้องย้ายข้าวของภายในบ้านจากที่ต่ำไปสู่ที่สูง เพราะนั่นทำให้ผมพบว่ามีสิ่งของมากมายที่ผมแทบจะไม่เคยได้ใช้</strong></p>
<p>หรือใช้เพียง 2-3 ครั้ง แล้วก็ถูกเก็บเอาไว้จนผมลืมไปแล้วว่ามีอยู่ เครื่องใช้หลายอย่างนั้น ผมซื้อมาเพราะคิดว่ามันน่าใช้ มีประโยชน์ แต่หลังจากนั้นผมก็พบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ เช่น เครื่องออกกำลังกาย เครื่องมือทำความสะอาดบ้านแบบหรูหรา เป็นต้น สิ่งของบางอย่างนั้น ผมได้รับมาจากคนอื่นเป็นของขวัญ  หรือเป็นของรางวัล  ของเหล่านั้น  ผมไม่ต้องการใช้ในขณะนั้น  จึงเก็บไว้  แล้วก็ลืมว่ามันมีตัวตนอยู่  สิ่งของทั้งหมดนั้น  ผมเรียกมันว่า NPA หรือ  non-performing asset  หรือ “ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์” ทั้งๆ ที่มันอาจจะมีประโยชน์สำหรับคนอื่น</p>
<p>ลองสำรวจตัวเองแล้ว  ผมก็คิดว่าตนเองไม่ใช่คนที่ซื้อหรือเก็บของอะไรมากมายนัก  ดังนั้น  คนอื่นจำนวนมากก็น่าจะมี NPA อยู่มากโขเหมือนกันโดยเฉพาะคนที่มีบ้านใหญ่โตเก็บของได้มาก  และเมื่อยิ่งคิดไปอีกก็พบว่า  ในความเป็นจริง  ผมหรือคนจำนวนมากนั้น  ไม่ได้มี NPA เฉพาะที่เป็นของใช้ต่างๆ  ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในบ้านเท่านั้น   แต่ยังมี NPA ที่เป็นทรัพย์สินรายการใหญ่ๆ  อีกไม่น้อย  และ NPA  เหล่านั้น  น่าจะมีส่วนทำให้ความมั่งคั่งของเขาถดถอยลงเนื่องจากมัน  “ดูด”  เงินของเราให้  “จม”  ไปกับมันโดยไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์หรือรายได้กลับมา</p>
<p>NPA ที่เคยเป็นรายการทรัพย์สินใหญ่ของผมตัวหนึ่งก็คือ  ที่ดินแถวบางบัวทองที่ผมซื้อมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 15 ปีก่อนในช่วงวิกฤติปี 2540 ที่แปลงนั้นมีราคากว่า 5 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่สำคัญในขณะนั้นของผมและผมต้องก่อหนี้ถึงกว่า 3 ล้านบาทเพื่อที่จะซื้อมาและพบว่าผมไม่สามารถใช้มันได้เลยเนื่องจากอาณาบริเวณนั้นถูกน้ำท่วมตั้งแต่วันแรกที่ซื้อและท่วมต่อมาอีกเกือบทุกปี การที่จะขายทิ้งแทบเป็นไปไม่ได้ยกเว้นว่าจะขายถูกมากแบบครึ่งราคาซึ่งผมไม่ยอมทำ  ผมปล่อยให้มันเป็น NPA มาเป็นสิบๆ ปีและนั่นคือความผิดพลาด เพราะถ้าผมขายทิ้งตั้งแต่แรกๆ แม้ในราคาเพียงครึ่งเดียวและนำเงินมาลงทุนในทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้  ป่านนี้มันคงกลายเป็นเงินก้อนโตไปแล้ว</p>
<p>คนที่ซื้อคอนโดมิเนียมไว้ โดยเฉพาะที่อยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวในต่างจังหวัด  แต่ไม่ค่อยได้ไปพัก   เช่นปีหนึ่งอาจจะใช้เพียง  4-5 วัน ในกรณีอย่างนี้เขาอาจจะไม่ตระหนักว่า  มันได้กลายเป็น NPA เรียบร้อยแล้ว เหตุผลก็เพราะว่า ด้วยเม็ดเงินลงทุนที่ต้องเสียไปเปรียบเทียบกับผลตอบแทนหรือประโยชน์ที่ได้รับนั้น  มันไม่สัมพันธ์กันเลย ตัวอย่างเช่น ถ้าคอนโดมีราคา 2 ล้านบาทและเราสามารถสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 10% เราก็จะได้เงินปีละ 2 แสนบาท เทียบกับการใช้คอนโดของเราประมาณ  4-5 วันต่อปี เท่ากับว่าเราเสียค่าที่พักคืนละ 4-5 หมื่นบาท ดังนั้นต้องถือว่าคอนโดที่เราซื้อมากลายเป็น NPA ไปแล้ว</p>
<p>หุ้นหลายตัวที่เราถือมานานหลายปี แต่เมื่อมองย้อนหลังกลับไป พบว่ามันให้ผลตอบแทนน้อยมาก ทั้งจากปันผลที่น้อยนิดและราคาหุ้นที่ไม่ไปไหนมานาน  เหตุผลที่เราไม่ขายทิ้งก็อาจจะเป็นเพราะว่าราคาหุ้นต่ำกว่าต้นทุนมาก เราขายไม่ลง หรือเราอาจจะมองว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาถูกเป็นหุ้น VALUE และหวังว่าในที่สุดมันก็จะปรับตัวขึ้นมาเอง ดังนั้นเราจึงไม่ขาย ในกรณีแบบนี้ เราอาจจะกำลังถือหุ้นที่เป็น NPA หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องยิ่งขึ้นก็คือเป็น NPS  หรือ non-performing stock  ซึ่งยิ่งถือนานก็ยิ่ง “ขาดทุน”  เพราะถ้าเราขายหุ้นไปแล้วเอาเงินมาลงทุนในหุ้นอื่นที่ดีกว่า เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามากในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านไป</p>
<p>สุดท้ายที่ผมเห็นว่าคนจำนวนมากไม่ตระหนักก็คือ การที่เราฝากเงินไว้ในธนาคารจำนวนมากกว่าความจำเป็นเพราะเราไม่รู้เรื่องการลงทุนดีพอจริงอยู่ การฝากเงินนั้นแม้ว่าจะปลอดภัยแต่มันก็ให้ผลตอบแทนน้อยมาก ช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมาเราได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละไม่เกิน 2-3%  ต่ำยิ่งกว่าอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นในความคิดของผม เงินฝากธนาคารในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมานั้นเป็น  NPA โดยที่คนจำนวนมากไม่รู้ตัว</p>
<p>ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั่นก็คือ เราต่างก็มีทรัพย์สินที่เป็น NPAจำนวนมาก ดังนั้น วิธีที่จะสร้างความมั่งคั่งที่น่าจะมีประสิทธิภาพที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การตระหนักถึง NPA ที่อาจจะอยู่ในพอร์ตของเราอย่างไม่รู้ตัว การไม่สร้างหรือซื้อทรัพย์สินที่มีโอกาสที่จะกลายเป็น NPA สูง และการแก้ไขทรัพย์สินที่เป็น NPA โดยวิธีการต่างๆ ซึ่งแน่นอน รวมถึงการขาย NPA นั้นทิ้งแม้ว่าจะได้ราคาน้อยกว่าที่เราคาดหรือคำนวณไว้มากถ้าทำได้แบบนี้   หนทางสู่ความมั่งคั่งคงจะราบเรียบขึ้นเยอะโดยที่เราอาจจะไม่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป<br />
โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรกร<br />
credit: http://bit.ly/uz1xkE</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/entaneer.wordpress.com/602/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/entaneer.wordpress.com/602/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/entaneer.wordpress.com/602/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/entaneer.wordpress.com/602/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/entaneer.wordpress.com/602/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/entaneer.wordpress.com/602/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/entaneer.wordpress.com/602/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/entaneer.wordpress.com/602/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/entaneer.wordpress.com/602/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/entaneer.wordpress.com/602/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/entaneer.wordpress.com/602/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/entaneer.wordpress.com/602/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/entaneer.wordpress.com/602/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/entaneer.wordpress.com/602/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=602&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://entaneer.wordpress.com/2011/11/06/np/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/a8b85e1c3dc4d21567e01a636a220991?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">entaneer</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง (3)  โดย คุณ Lin</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/dca-3/</link>
		<comments>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/dca-3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Oct 2011 15:57:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>entaneer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://entaneer.wordpress.com/?p=599</guid>
		<description><![CDATA[บัฟเฟตให้สัมภาษณ์ใน Fortune ปี 1999 ว่าจุดสำคัญในการลงทุนไม่ใช่การประเมินว่าอุตสาหกรรมนั้น ๆ จะมีแนวโน้มไปได้ดีแค่ไหน การเติบโตของบริษัทมากเพียงใด แต่เป็นการประเมินความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ๆ หนึ่งในอุตสาหกรรมนั้น โดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคูน้ำกว้างและยั่งยืน จะเป็นสิ่งที่มอบรางวัลที่ยิ่งใหญ่ในนักลงทุน แต่คูน้ำหรือความสามารถในการแข่งขันนั้นน้อยครั้งจะยั่งยืนตลอดไป ด้วยหลายเหตุผล เช่น ผลกำไร(NPM) หรือผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ROE ที่สูงจะดึงดูดคู่แข่งให้เข้ามา คู่แข่งใหม่ ๆ จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ เงินทุน แนวทางโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มนั้น ๆ ในการศึกษาหลายครั้งจะพบว่า บริษัทจะที่มีกำไรเกินกว่าเส้นค่าเฉลี่ยจะถูกดึงกลับมาสู่เส้นค่าเฉลี่ยด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ผมอยากเรียกรูปแบบทุนนิยม ว่าเป็นการทำลายอย่างสร้างสรรค์ เพราะทุกครั้งจะเกิดสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งดีต่อผู้บริโภคและประเทศ แต่ไม่ดีต่อบริษัทที่มุ่งหาผลกำไรที่ยอดเยี่ยมในระยะเวลาที่ยาวนาน ความเข้าใจในการสร้าง Durable Competitive Advantage (DCA) นั้นยากมาก เพราะแท้จริงแล้ว ทุกบริษัทก็คิดว่าตัวเองมีหรือกำลังสร้าง DCA ด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่สร้างมันได้คือการมีกลยุทธ์ที่ดี กลยุทธ์ที่จำเป็นที่จะเริ่มต้นจากการกำหนดวิธีการสร้างมูลค่าที่แตกต่างให้กับผู้บริโภค กลยุทธดังกล่าวเป็นสิ่งที่นำมาสู่การสร้างอาณาเขตและสร้างคูน้ำที่บริษัท แน่นอนว่าการมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เทคโนโลยีที่เหนือกว่าไม่ใช่ DCA หลายครั้งผมได้ยินจากผู้บริหารหลายคนใน Company Visit [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=599&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บัฟเฟตให้สัมภาษณ์ใน Fortune ปี 1999 ว่าจุดสำคัญในการลงทุนไม่ใช่การประเมินว่าอุตสาหกรรมนั้น ๆ จะมีแนวโน้มไปได้ดีแค่ไหน การเติบโตของบริษัทมากเพียงใด แต่เป็นการประเมินความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ๆ หนึ่งในอุตสาหกรรมนั้น โดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีคูน้ำกว้างและยั่งยืน จะเป็นสิ่งที่มอบรางวัลที่ยิ่งใหญ่ในนักลงทุน</p>
<p>แต่คูน้ำหรือความสามารถในการแข่งขันนั้นน้อยครั้งจะยั่งยืนตลอดไป ด้วยหลายเหตุผล เช่น ผลกำไร(NPM) หรือผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ROE ที่สูงจะดึงดูดคู่แข่งให้เข้ามา คู่แข่งใหม่ ๆ จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ เงินทุน แนวทางโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อจะดึงดูดลูกค้ากลุ่มนั้น ๆ ในการศึกษาหลายครั้งจะพบว่า บริษัทจะที่มีกำไรเกินกว่าเส้นค่าเฉลี่ยจะถูกดึงกลับมาสู่เส้นค่าเฉลี่ยด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ผมอยากเรียกรูปแบบทุนนิยม ว่าเป็นการทำลายอย่างสร้างสรรค์ เพราะทุกครั้งจะเกิดสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งดีต่อผู้บริโภคและประเทศ แต่ไม่ดีต่อบริษัทที่มุ่งหาผลกำไรที่ยอดเยี่ยมในระยะเวลาที่ยาวนาน</p>
<p>ความเข้าใจในการสร้าง Durable Competitive Advantage (DCA) นั้นยากมาก เพราะแท้จริงแล้ว ทุกบริษัทก็คิดว่าตัวเองมีหรือกำลังสร้าง DCA ด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่สร้างมันได้คือการมีกลยุทธ์ที่ดี กลยุทธ์ที่จำเป็นที่จะเริ่มต้นจากการกำหนดวิธีการสร้างมูลค่าที่แตกต่างให้กับผู้บริโภค กลยุทธดังกล่าวเป็นสิ่งที่นำมาสู่การสร้างอาณาเขตและสร้างคูน้ำที่บริษัท</p>
<p>แน่นอนว่าการมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เทคโนโลยีที่เหนือกว่าไม่ใช่ DCA หลายครั้งผมได้ยินจากผู้บริหารหลายคนใน Company Visit ถึงความสุดยอดของบริษัท บริษัทจะรักษากำไรที่สูงได้อย่างมากแค่ช่วงหนึ่ง ซึ่งไม่ยาวอย่างที่คิด</p>
<p>หรือถ้าจะพูดถึง DCA ในลักษณะตราสินค้า (หรือแบรนด์) บางครั้งแบรนด์ก็ไม่ได้ช่วยในเรื่อง DCA เสมอไป เช่นในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าที่มีแบรนด์ที่ยอดเยี่ยมอย่าง Mercedes Benz ก็ไม่ได้มียอดขายหรือกำไรสูงลิ่วกว่าคนอื่น เช่นเดียวกับ Toyota แบรนด์ที่เข้มแข็งของบริษัทนี้ ไม่ใช่เหตุผลที่บริษัทนี้ยิ่งใหญ่ หรือสินค้าที่ซื้อแล้วมีระยะเวลาการใช้ยาวนานมาก คนจะตรึกตรองการซื้ออย่างละเอียด ทำให้ซื้อด้วยเหตุผล มากกว่าอารมณ์ ทำให้แบรนด์ไม่มีผลมากนัก เช่นเดียวกันสินค้าทั่ว ๆ ไป หรือสินค้าที่เหมือน ๆ กันหมด เช่นน๊อต สายไฟ ที่ทุกคนมองเพียงแค่ราคา</p>
<p>แต่พูดในมุมกลับกันตราสินค้าก็กลับส่งผลอย่างมาก เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นเพราะ ตราสินค้าสามารถสร้างนิสัยการซื้อของผู้บริโภคได้ เช่นถ้าพูดถึงน้ำอัดลม เราก็จะคิดถึงโค้ก พูดถึงกาแฟที่มีคุณภาพและบรรยากาศ ก็จะนึกถึง Starbucks นอกจากนั้นตราสินค้าจะมีส่วนช่วยอยากมาก ถ้าสินค้ามี Switching cost และ Searching cost ที่สูง เพราะลูกค้ามีแนวโน้มที่จะนึกถึงตราสินค้าที่อยู่ในใจและเคยใช้แล้ว มากกว่าที่จะอยากลองใช้สินค้าใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น สินค้าโทรศัพท์มือถือยุคแรก ๆ ที่คนใช้ติด Nokia เพราะหน้าตาการใช้งานที่สะดวก คุ้นเคย มากกว่าการเรียนรู้ไปใช้สินค้าใหม่ ๆ (ทำให้ Market share ของ Symbian ยังสูงได้อยู่ช่วงหนึ่ง แม้ว่า Feature จะสู้ Apple iOS กับ Andriod ไม่ได้แล้วก็ตาม) หรือสินค้าอย่างประกันภัยของ Geigo ไม่มีใครอยากจะไปหาประกันที่อื่น ๆ มาเปรียบเทียบเพราะต้องศึกษารายละเอียดเยอะมาก</p>
<p>สิ่งที่พอจะตรวจสอบดูได้ว่าสินค้านั้น ๆ มี DCA สูงหรือไม่ เริ่มได้จากดูว่าผู้บริโภคทั่วไป “มองเห็น” ความแตกต่างระหว่างสินค้าหรือบริการของบริษัทเทียบกับของคู่แข่งได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ความแตกต่างนี้จะต้องมีอิทธิพลต่อการซื้อของผู้บริโภคด้วย (เช่นในกรณี Pepsi กับ Coke หรือเทียบกับ Big Cola ที่ผู้บริโภคมีความรู้สึกต่างกัน แม้ว่าจะใกล้เคียงกันมาก)</p>
<p>สิ่งต่อมาคือสินค้านั้นจะต้องมีความยากลำบากในการเลียนแบบมาก ๆ แม้ว่าจะทำให้เหมือนกันได้แค่ไหน ผมยกตัวอย่างว่าแฮมเบอเกอร์ในตลาดมีมากมายที่อร่อยกว่าแมคโดนัลด์ แต่ทุกคนไม่เคยเลียนแบบแมคโดนัลด์ได้ในแง่ความสามารถในการรักษาความเร็ว คุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง หรือถ้าเปรียบเทียบห้างสรรพสินค้า ไม่มีใครเลียนแบบเซ็นทรัลได้ (และที่สำคัญ ผู้บริโภคชอบด้วย) หรือเครือข่ายการขายสินค้าอย่างใบมีดโกนยิลเล็ท ผมไม่แน่ใจว่าทำได้อย่างไร แต่เราเห็นสินค้านี้ได้ทั่วโลก ทุกที่ ทุกร้าน จนบางครั้งผมก็แปลกใจ</p>
<p>สิ่งสำคัญคือทั้งสองอย่างข้างต้นจะต้องถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้เหนือกว่าอีกฝ่ายได้ เช่นกรณีสุกี้โคคากับสุกี้ MK ที่โคคาแม้จะได้เปรียบ แต่ไม่มีการพัฒนาจนถูกแซงไปในที่สุด</p>
<p>นอกจากที่ DCA จะสะท้อนออกมาในทุกสัมผัสของสินค้าและบริการของกิจการ DCA ยังสะท้อนภาพออกมาในงบการเงินของบริษัทอีกด้วยเช่น<br />
1. บริษัทดังกล่าวจะมีกำไรสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ โดยเฉพาะ Gross Profit<br />
2. บริษัทดังกล่าวจะมียอดขายสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ มาก<br />
3. บริษัทดังกล่าวจะมี Free Cash Flow ที่สูงกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน<br />
4. การหมุนเวียนสินค้าคงคลังจะสูงกว่าคู่แข่งมาก<br />
5. ยอดขายจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเติบโตเร็วกว่าคู่แข่ง</p>
<p>ในหลายปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ว่าบริษัทในประเทศไทยหลายแห่งมี DCA ที่แข็งแรงในระดับประเทศ แต่ผมว่าโจทย์ที่สำคัญกว่าคือ DCA อันไหนที่แข็งกระทั่งสามารถแข่งขันในภูมิภาคได้ ผมว่าถ้าหาบริษัทนั้นเจอ เราก็พบว่า DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่งและการลงทุนระยะยาวมันมีอยู่แค่นี้จริง ๆ</p>
<p>โดย: คุณ Lin<br />
credit: <a href="http://10000li.net/2011/08/17/answerdca3/">http://10000li.net/2011/08/17/answerdca3/</a></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/entaneer.wordpress.com/599/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/entaneer.wordpress.com/599/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/entaneer.wordpress.com/599/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/entaneer.wordpress.com/599/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/entaneer.wordpress.com/599/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/entaneer.wordpress.com/599/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/entaneer.wordpress.com/599/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/entaneer.wordpress.com/599/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/entaneer.wordpress.com/599/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/entaneer.wordpress.com/599/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/entaneer.wordpress.com/599/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/entaneer.wordpress.com/599/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/entaneer.wordpress.com/599/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/entaneer.wordpress.com/599/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=599&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/dca-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/a8b85e1c3dc4d21567e01a636a220991?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">entaneer</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง (2) โดย คุณ Lin</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/dca-2/</link>
		<comments>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/dca-2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Oct 2011 15:55:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>entaneer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://entaneer.wordpress.com/?p=596</guid>
		<description><![CDATA[หลายครั้งผมเคยนั่งนึกอยู่เสมอ ๆ ว่าคนเราทุกคนต่างกันอย่างไร ก็มีทุก ๆ อย่างเหมือนกันตั้งแต่เกิด ความแตกต่างค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ก็ใช้เวลาที่ยาวนานกว่าสิบ ๆ ปี จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เราเห็นภาพคนสองคนต่างกันราวกับฟ้าดิน ผมว่าสิ่งที่อธิบายปรากฎการณ์การทบต้นที่ดีที่สุดนอกจากทางตัวเลขอย่างดอกเบี้ยทบต้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในกิจการที่มี DCA ก็ช่วยให้เราเห็นได้ดี (เช่นลิง Homo sapiens บรรพบุรุษมนุษย์เราใช้ 2 ล้านปี ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง จนคุณตกใจในสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นมาได้ใน 100 ปีล่าสุดของประวัติศาสตร์ของลิงประเภทนี้) ความแตกต่างเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา นี่คือหัวใจของ DCA เหมือนครั้งที่ผมมองบริษัทที่เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของ DCA ที่แข็งแรง ในหนังสือหลาย ๆ เล่ม อย่างบริษัท Gillette หรือ Disney ถ้ามองใบมีดโกนซึ่งไม่น่าจะมีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนอะไรเลย การผลิตเพื่อเลียนแบบสินค้านี้ไม่น่าจะทำได้ยาก แต่ถ้าดูในข้อเท็จจริงด้านการใช้งาน ผมยังไม่เคยใช้มีดโกนยี่ห้ออื่นที่มีคุณภาพเทียบเท่า หรือถ้าจะหาซื้อยังคิดไม่ออกว่าจะต้องซื้อที่ไหน หรือยี่ห้อชื่ออะไร (ยกเว้นพวกของแถมที่เอามาจากโรงแรมต่าง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=596&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายครั้งผมเคยนั่งนึกอยู่เสมอ ๆ ว่าคนเราทุกคนต่างกันอย่างไร ก็มีทุก ๆ อย่างเหมือนกันตั้งแต่เกิด ความแตกต่างค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ก็ใช้เวลาที่ยาวนานกว่าสิบ ๆ ปี จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เราเห็นภาพคนสองคนต่างกันราวกับฟ้าดิน ผมว่าสิ่งที่อธิบายปรากฎการณ์การทบต้นที่ดีที่สุดนอกจากทางตัวเลขอย่างดอกเบี้ยทบต้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในกิจการที่มี DCA ก็ช่วยให้เราเห็นได้ดี (เช่นลิง Homo sapiens บรรพบุรุษมนุษย์เราใช้ 2 ล้านปี ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง จนคุณตกใจในสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นมาได้ใน 100 ปีล่าสุดของประวัติศาสตร์ของลิงประเภทนี้)</p>
<p><a href="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/imaginative.gif"><img title="imaginative" src="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/imaginative.gif?w=300&#038;h=218&#038;h=218" alt="" width="300" height="218" /></a><br />
ความแตกต่างเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา นี่คือหัวใจของ DCA</p>
<p>เหมือนครั้งที่ผมมองบริษัทที่เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของ DCA ที่แข็งแรง ในหนังสือหลาย ๆ เล่ม อย่างบริษัท Gillette หรือ Disney ถ้ามองใบมีดโกนซึ่งไม่น่าจะมีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนอะไรเลย การผลิตเพื่อเลียนแบบสินค้านี้ไม่น่าจะทำได้ยาก แต่ถ้าดูในข้อเท็จจริงด้านการใช้งาน ผมยังไม่เคยใช้มีดโกนยี่ห้ออื่นที่มีคุณภาพเทียบเท่า หรือถ้าจะหาซื้อยังคิดไม่ออกว่าจะต้องซื้อที่ไหน หรือยี่ห้อชื่ออะไร (ยกเว้นพวกของแถมที่เอามาจากโรงแรมต่าง ๆ)</p>
<p>ถ้าลงไปดูผลิตภัณฑ์ ก็จะเห็นได้ว่ามีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่จำเป็นต้องยึดติดที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบที่เยอะมาก ๆ ที่สร้างคูน้ำของธุรกิจให้แข็งแรง (บัฟเฟตใช้คำนี้ว่า Moat) ทุกกิจการเหมือนปราสาทที่สร้างขึ้นมา ย่อมมีคู่แข่งที่จ้องจะยึดเอาปราสาทตลอดเวลา สิ่งจำเป็นไม่ใช่กองทัพที่แข็งแรงที่จ้องจะโจมตีผู้อื่น แต่กลับเป็นคูน้ำที่คอยคุ้มครองราษฎรเบื้องหลังคูน้ำและกำแพงนั้น ปรัชญานี้เราจะพบเห็นได้ในภูมิปัญญาตะวันออกอย่างหมากล้อม ถ้าเราเข้มแข็ง คู่แข่งจะอ่อนแอเอง จ้องจะสร้างบริเวณให้เข้มแข็ง แต่มิใช่เพื่อทำลาย</p>
<p>เพื่อให้มีกรอบกว้าง ๆ ผมลองมองลักษณะกิจการที่มี DCA สูง ๆ บ้างว่ามักจะมีส่วนคล้ายกันอย่างไรบ้าง</p>
<p>1. มักจะอยู่ในธุรกิจเป็นเวลายาวนาน (เพื่อเพียงพอที่จะสร้างคูน้ำ หรือพิสูจน์ว่าคูน้ำแข็งแรงพอ)<br />
2. มักจะมีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ซ้ำ ๆ อยู่เป็นเวลานาน (เพื่อเพียงพอที่จะสร้างความชำนาญในการสร้างคูน้ำของตัวเอง)<br />
3. มักจะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองต่อไป (เพื่อที่จะไม่ต้องแบ่งสรรกำลังไปสร้างปราสาทในบริเวณใหม่)<br />
4. มักจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่มาก (เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรจะสูญไปอย่างไร้ค่า กับสิ่งที่ไม่ใช่คูน้ำหรือกำแพงแบบง่าย ๆ แต่ใช้งานได้ดี)<br />
5. มักจะไม่มีความจำเป็นในการย้ายถิ่นที่อยู่ไปที่อื่น เพื่อหาวิธีสร้างผลผลิตใหม่ ๆ ที่พื้นที่เดิมไม่มี (ใครจะไปชอบย้ายที่อยู่ และสร้างคูน้ำใหม่อยู่ตลอดเวลาล่ะ)<br />
6. มักจะอยู่ในพื้นที่ ๆ สามารถผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมั่นใจว่าสามารถขายได้ตลอดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน (คูน้ำที่สร้างไว้ จะได้ใช้ได้ตราบชั่วลูกชั่วหลาน)<br />
7. มักจะผลิตสินค้าหรือบริการที่คนชอบใช้ซ้ำ ๆ (แน่นอนว่า พลเมืองข้างเคียงจะชอบกลับมาใหม่ได้บ่อย ๆ)<br />
8. มักจะผลิตสินค้าหรือบริการที่ไม่ซับซ้อน (เพื่อให้ชาวบ้าน ในเมืองข้างเคียงมาเลือกซื้อได้ทุกชนชั้น)</p>
<p>ในยุคกลาง อัศวินจะเลือกชัยภูมิที่มีคุณภาพดีมาสร้างเมืองของตัวเอง โดยดินน้ำอุดมสมบูรณ์สามารถทำเกษตรกรรม กสิกรรม หรือปศุสัตว์ ที่ขายได้ตลอด มีปราการธรรมชาติเป็นของตัวเอง และสิ่งที่อัศวินต้องทำคือขุดคูน้ำอย่างเดียว เมื่ออัศวินมั่นใจว่าเศรษฐกิจในเมืองแข็งแรง คูน้ำกว้างขวาง ก็จะยิ่งดึงดูดพลเมืองข้างเคียงมาอยู่ในเขตขันธสีมา สิ่งที่เหลืออยู่คือรอเมืองที่อ่อนแอกว่าข้าง ๆ ยอมศิโรราพ และสวามิภักดิ์ โดยมิได้จำเป็นจะต้องมีตำราพิชัยสงครามที่อธิบายเรื่องราวยาก ๆ มาอยู่ในมือเลย แม้แต่เล่มเดียว</p>
<p><a href="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/walescastle.jpg"><img title="walescastle" src="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/walescastle.jpg?w=300&#038;h=199&#038;h=199" alt="" width="300" height="199" /></a><br />
ปราสาท Caerphilly ใน Wales ผมชอบปราสาทแห่งนี้มาก ๆ ใครเที่ยว Cardiff อย่าลืมแวะไปนั่งรถไฟแค่ครึ่งชั่วโมง เป็นปราสาทที่ใหญ่อันดับสองของสหราชอาณาจักรรองแค่ Winsor เพราะมีคูน้ำที่แข็งแรงกว้างขวาง เป็นปราสาทที่ไม่มีใคร(กล้า)มาโจมตีเป็นระยะเวลายาวนาน เนื่องจากความแข็งแรงจากโครงสร้างการป้องกัน (ง่าย ๆ ด้วยคูน้ำ)</p>
<p>โดย: คุณ Lin<br />
credit: <a href="http://10000li.net/2011/07/31/answerdca2/">http://10000li.net/2011/07/31/answerdca2/</a></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/entaneer.wordpress.com/596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/entaneer.wordpress.com/596/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/entaneer.wordpress.com/596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/entaneer.wordpress.com/596/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/entaneer.wordpress.com/596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/entaneer.wordpress.com/596/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/entaneer.wordpress.com/596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/entaneer.wordpress.com/596/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/entaneer.wordpress.com/596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/entaneer.wordpress.com/596/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/entaneer.wordpress.com/596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/entaneer.wordpress.com/596/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/entaneer.wordpress.com/596/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/entaneer.wordpress.com/596/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=596&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/dca-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/a8b85e1c3dc4d21567e01a636a220991?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">entaneer</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/imaginative.gif?w=300&#038;h=218" medium="image">
			<media:title type="html">imaginative</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/walescastle.jpg?w=300&#038;h=199" medium="image">
			<media:title type="html">walescastle</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>DCA คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง (1) โดย คุณ Lin</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/dca-1/</link>
		<comments>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/dca-1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Oct 2011 15:52:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>entaneer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://entaneer.wordpress.com/?p=594</guid>
		<description><![CDATA[ทุกช่วงตลาด โดยเฉพาะตลาดที่เฉยชาอย่างปัจจุบัน ผมกลับมานั่งทบทวนพอร์ตและวิชา ตำรา หนังสือต่าง ๆ ทีเรียนมาใหม่อีกรอบทุกครั้ง หลายครั้ง ราคาหุ้นเขยิบขึ้นไปสูงจนผมอยากจะขายหลายครั้ง หรือหลายครั้ง ราคาหุ้นไม่ขยับไปไหนเลย ในระยะเวลาที่ยาวนาน หรือแย่กว่านั้น ราคาหุ้นกลับลดลงผิดกับที่คาดไว้ ทุกความรู้สึกที่ถาโถม เป็นเครื่องพิสูจน์นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาวทุก ๆ ครั้ง PE สูงจนน่ากลัว (ราคาหุ้นขยับขึ้นไปตลอดโดยกำไรตามไม่ทัน) หรือต่ำจนน่ากลัว (ราคาหุ้นขยับลงตลอด ทั้ง ๆ ที่กำไรปัจจุบันเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว) ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนหวั่นไหว Indicator หลาย ๆ ตัวที่เป็นจุดทดสอบนักลงทุนก็ปรับจนอยู่ในโซนขาย และ คำถามข้างต้นผมนั่งดูสิ่งที่เป็นคำตอบส่วนตัวของชีวิตการลงทุนที่ผ่านมา มีทั้งการขายทิ้งไปก่อนแล้วกลับมาซื้อ หรือขายไปแล้วไปลับ แบบที่เรียกว่าขายหมู หรือถือจนเบื่อ ก็มีทั้งผิดบ้าง ถูกบ้าง และผมก็พบอีกอย่างหนึ่งว่าการเข้าซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า อาจจะไม่ยากเย็นเท่ากับการถือหุ้น หากนักลงทุนเริ่มมีความชำนาญขึ้นในการวัดมูลค่า การถือหุ้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการเป็นนักลงทุนระยะยาว หากสังเกตหุ้นที่บัฟเฟตต์ถืออย่าง Coke ก็เห็นได้เลยว่า มีนักลงทุนหลายคนเคยซื้อด้วยความคิดเหมือนบัฟเฟตต์ แต่ที่ไม่เหมือนคือวิธีคิดตอน “ถือหุ้น” ที่ผมคิดว่าหาคนมาเทียบได้ยากมากบนโลกใบนี้ ผมเฝ้าแสวงหาเหตุผลว่าบัฟเฟตต์ทำได้อย่างไร ก็พบได้คำตอบเดียวคือ DCA ราคา [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=594&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกช่วงตลาด โดยเฉพาะตลาดที่เฉยชาอย่างปัจจุบัน ผมกลับมานั่งทบทวนพอร์ตและวิชา ตำรา หนังสือต่าง ๆ ทีเรียนมาใหม่อีกรอบทุกครั้ง</p>
<p>หลายครั้ง ราคาหุ้นเขยิบขึ้นไปสูงจนผมอยากจะขายหลายครั้ง หรือหลายครั้ง ราคาหุ้นไม่ขยับไปไหนเลย ในระยะเวลาที่ยาวนาน หรือแย่กว่านั้น ราคาหุ้นกลับลดลงผิดกับที่คาดไว้ ทุกความรู้สึกที่ถาโถม เป็นเครื่องพิสูจน์นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาวทุก ๆ ครั้ง</p>
<p>PE สูงจนน่ากลัว (ราคาหุ้นขยับขึ้นไปตลอดโดยกำไรตามไม่ทัน) หรือต่ำจนน่ากลัว (ราคาหุ้นขยับลงตลอด ทั้ง ๆ ที่กำไรปัจจุบันเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว) ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนหวั่นไหว Indicator หลาย ๆ ตัวที่เป็นจุดทดสอบนักลงทุนก็ปรับจนอยู่ในโซนขาย และ</p>
<p>คำถามข้างต้นผมนั่งดูสิ่งที่เป็นคำตอบส่วนตัวของชีวิตการลงทุนที่ผ่านมา มีทั้งการขายทิ้งไปก่อนแล้วกลับมาซื้อ หรือขายไปแล้วไปลับ แบบที่เรียกว่าขายหมู หรือถือจนเบื่อ ก็มีทั้งผิดบ้าง ถูกบ้าง และผมก็พบอีกอย่างหนึ่งว่าการเข้าซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า อาจจะไม่ยากเย็นเท่ากับการถือหุ้น หากนักลงทุนเริ่มมีความชำนาญขึ้นในการวัดมูลค่า การถือหุ้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการเป็นนักลงทุนระยะยาว</p>
<p>หากสังเกตหุ้นที่บัฟเฟตต์ถืออย่าง Coke ก็เห็นได้เลยว่า มีนักลงทุนหลายคนเคยซื้อด้วยความคิดเหมือนบัฟเฟตต์ แต่ที่ไม่เหมือนคือวิธีคิดตอน “ถือหุ้น” ที่ผมคิดว่าหาคนมาเทียบได้ยากมากบนโลกใบนี้ ผมเฝ้าแสวงหาเหตุผลว่าบัฟเฟตต์ทำได้อย่างไร ก็พบได้คำตอบเดียวคือ DCA</p>
<p><a href="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/chart_coke1.gif"><img title="chart_coke[1]" src="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/chart_coke1.gif?w=300&#038;h=182&#038;h=182" alt="" width="300" height="182" /></a><br />
ราคา Coke ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ที่มีระยะเวลารอคอยที่ยาวนานในช่วงทศวรรษ 70</p>
<p><a href="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/imagesca8wl0cd.jpg"><img title="imagesCA8WL0CD" src="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/imagesca8wl0cd.jpg?w=295&#038;h=171&#038;h=171" alt="" width="295" height="171" /></a><br />
ราคา Coke ใน 10 ปีล่าสุด ที่มีการขยายตัวในตลาดเกิดใหม่มากมาย แต่ราคาไม่ไปไหน (กราฟนี้เป็น Scale Log นะครับ)</p>
<p>Competitive Advantage คือความสามารถในการแข่งขันที่อยู่กับตัวธุรกิจ อาจจะเป็นตราสินค้าที่มีคนจงรักภักดี ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี สิทธิบัตร หรือทำเลทางธุรกิจ แต่สิ่งนี้ไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะบัฟเฟตต์บอกว่า ความสามารถในการแข่งขันที่ดีจะต้อง “ยั่งยืน” ด้วย หรือที่แกเรียกมันว่า Durable Competitive Advantage</p>
<p>สิ่งนี้ถ้าพบก่อนคุณก็จะกำไรมหาศาล ยิ่งถ้ามุมมองคุณไม่เหมือนกับตลาดในทีแรก แต่ถึงคุณจะพบมันทีหลัง มันก็จะส่งผลทวีให้คุณได้หากคุณถือหุ้นระยะยาวเพียงพอ ผมคิดว่า concept ง่าย ๆ แค่นี้ นักลงทุนที่ลงทุนมาแล้วระยะหนึ่งย่อมเข้าใจได้ไม่ยาก แต่เพราะอะไรถึงปฏิบัติได้ไม่เหมือนบัฟเฟตต์</p>
<p>ผมคิดว่าเหตุผลหนึ่งคือ บัฟเฟตต์มองแต่ DCA ตลอดเวลา เรียกว่าทุกลมหายใจ จากการนั่งฟังเทปแกบรรยาย รวมถึงอ่านรายงาน ไม่เคยมีส่วนไหนที่ไม่พูดถึง DCA ส่วนนักลงทุนทั่วไปมองแต่ราคา หรือมูลค่าในระยะสั้น รวมถึงกำไรในระยะสั้น ๆ และอีกสิ่งหนึ่งคือความไม่ศรัทธาใน DCA หรือคิดว่า มันไม่มีจริง ไม่ว่าจะเป็นในเมืองไทย หรืออะไรก็ตาม อันที่จริง ถ้าค่อย ๆ มองจะเห็นว่า ธุรกิจไหนที่ผู้บริหารมุ่งสร้าง DCA ธุรกิจไหนที่มุ่งแต่สร้าง EPS หรือมุ่งเน้นแต่กำไร</p>
<p>ผมคิดว่าถ้าเราไม่โลภเกินไปนัก อดทนรอไประยะหนึ่ง จะพบได้ว่าสิ่งหนึ่งที่ถูกและไม่เคยผิดเลยคือ สำหรับนักลงทุนระยะยาว มีแต่ DCA เท่านั้นที่เป็นคำตอบสำหรับทุกสิ่งของการถือหุ้น (ให้ประสบความสำเร็จ <img src="http://s0.wp.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif?m=1309109383g" alt=":)" /> )<br />
โดย:  Lin<br />
credit:  <span style="text-decoration:underline;"><a href="http://10000li.net/2011/07/14/answerdca/">http://10000li.net/2011/07/14/answerdca/</a></span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/entaneer.wordpress.com/594/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/entaneer.wordpress.com/594/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/entaneer.wordpress.com/594/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/entaneer.wordpress.com/594/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/entaneer.wordpress.com/594/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/entaneer.wordpress.com/594/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/entaneer.wordpress.com/594/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/entaneer.wordpress.com/594/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/entaneer.wordpress.com/594/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/entaneer.wordpress.com/594/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/entaneer.wordpress.com/594/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/entaneer.wordpress.com/594/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/entaneer.wordpress.com/594/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/entaneer.wordpress.com/594/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=594&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/dca-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/a8b85e1c3dc4d21567e01a636a220991?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">entaneer</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/chart_coke1.gif?w=300&#038;h=182" medium="image">
			<media:title type="html">chart_coke[1]</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://verapong.files.wordpress.com/2011/07/imagesca8wl0cd.jpg?w=295&#038;h=171" medium="image">
			<media:title type="html">imagesCA8WL0CD</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://s0.wp.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif?m=1309109383g" medium="image">
			<media:title type="html">:)</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Blitzkrieg โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/blitzkrieg/</link>
		<comments>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/blitzkrieg/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Oct 2011 15:47:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>entaneer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://entaneer.wordpress.com/?p=592</guid>
		<description><![CDATA[น้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยเวลานี้ทำให้ผมนึกไปถึงสงครามโลกครั้งที่สอง เปรียบเทียบประเทศไทยก็คล้ายๆ กับฝรั่งเศสหรืออังกฤษ ขึ้นอยู่กับว่าผลของน้ำท่วมสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ส่วนน้ำนั้นก็คือเยอรมนี สงครามโลกครั้งที่สองนั้นเป็นมหาสงครามระหว่างฝรั่งเศส อังกฤษและพันธมิตรอื่นๆ กับเยอรมนี ส่วนน้ำท่วมใหญ่นั้นเป็น “มหาสงคราม” ระหว่างประเทศไทยกับมวลน้ำมหาศาลที่กำลังบุกเข้าโจมตีกรุงเทพฯ สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มจริงๆ ในเดือนกันยายน ปี 1939 เมื่อฮิตเลอร์บุกโปแลนด์ซึ่งทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสต้องประกาศสงครามกับเยอรมนี แต่ในความเป็นจริงการรบระหว่างสองค่ายยังไม่เกิดขึ้น คนในอังกฤษและฝรั่งเศสก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ยังคงฉลองคริสต์มาสกันตามปกติ แต่ในทางตรงกันข้าม  เยอรมนีนั้นกำลังเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์และฝึกซ้อมทหารอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมบุกยึดประเทศศัตรู  ถ้าเปรียบไปก็คงเหมือนช่วงประมาณเดือนมิถุนายนปีนี้ที่น้ำเริ่มท่วมในชนบทของไทยหลายแห่งแต่ก็ไม่ใคร่มีใครคิดว่ามันจะกลายเป็นการท่วมที่ใหญ่โตอะไรนัก ในเวลาเดียวกัน  น้ำฝนก็เริ่มตกลงมาและสะสมพลังน้ำไว้มหาศาลโดยที่ไม่มีใครตระหนัก  และเขื่อนต่างๆ ยังกักเก็บน้ำตามปกติ มหาสงครามโลกครั้งที่สองกำลังจะเริ่มแล้ว..  เช่นเดียวกับ “มหาสงครามน้ำ” ในประเทศไทย ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม 1940 เยอรมนีก็เริ่มสงครามเปิดศึก Blitzkrieg หรือการรุกแบบ “สายฟ้าแลบ” เข้ายึดเดนมาร์ก นอร์เวย์ เบลเยียม ประเทศยุโรปที่อยู่ทางใต้หลายประเทศ และยึดฝรั่งเศสได้ในวันที่ 22 มิถุนายน 1940 ใช้เวลาเพียง 2-3 เดือน จากนั้นก็เตรียมบุกอังกฤษซึ่งมี “ป้อมปราการ” ที่เป็นช่องแคบอังกฤษขวางอยู่ Blitzkrieg นั้น เป็นกลยุทธ์การรบที่เยอรมนีใช้หน่วยรถถังแพนเซอร์ที่เคลื่อนที่เร็วและทรงพลานุภาพพร้อมๆ กับกองกำลังทหารจำนวนมหาศาลบุกเข้าโจมตีแนวป้องกันต่างๆ ของฝ่ายตรงข้ามจุดแล้วจุดเล่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=592&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>น้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยเวลานี้ทำให้ผมนึกไปถึงสงครามโลกครั้งที่สอง เปรียบเทียบประเทศไทยก็คล้ายๆ กับฝรั่งเศสหรืออังกฤษ</strong></p>
<p>ขึ้นอยู่กับว่าผลของน้ำท่วมสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ส่วนน้ำนั้นก็คือเยอรมนี สงครามโลกครั้งที่สองนั้นเป็นมหาสงครามระหว่างฝรั่งเศส อังกฤษและพันธมิตรอื่นๆ กับเยอรมนี ส่วนน้ำท่วมใหญ่นั้นเป็น “มหาสงคราม” ระหว่างประเทศไทยกับมวลน้ำมหาศาลที่กำลังบุกเข้าโจมตีกรุงเทพฯ</p>
<p>สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มจริงๆ ในเดือนกันยายน ปี 1939 เมื่อฮิตเลอร์บุกโปแลนด์ซึ่งทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสต้องประกาศสงครามกับเยอรมนี แต่ในความเป็นจริงการรบระหว่างสองค่ายยังไม่เกิดขึ้น คนในอังกฤษและฝรั่งเศสก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ยังคงฉลองคริสต์มาสกันตามปกติ แต่ในทางตรงกันข้าม  เยอรมนีนั้นกำลังเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์และฝึกซ้อมทหารอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมบุกยึดประเทศศัตรู  ถ้าเปรียบไปก็คงเหมือนช่วงประมาณเดือนมิถุนายนปีนี้ที่น้ำเริ่มท่วมในชนบทของไทยหลายแห่งแต่ก็ไม่ใคร่มีใครคิดว่ามันจะกลายเป็นการท่วมที่ใหญ่โตอะไรนัก ในเวลาเดียวกัน  น้ำฝนก็เริ่มตกลงมาและสะสมพลังน้ำไว้มหาศาลโดยที่ไม่มีใครตระหนัก  และเขื่อนต่างๆ ยังกักเก็บน้ำตามปกติ มหาสงครามโลกครั้งที่สองกำลังจะเริ่มแล้ว..  เช่นเดียวกับ “มหาสงครามน้ำ” ในประเทศไทย</p>
<p>ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม 1940 เยอรมนีก็เริ่มสงครามเปิดศึก Blitzkrieg หรือการรุกแบบ “สายฟ้าแลบ” เข้ายึดเดนมาร์ก นอร์เวย์ เบลเยียม ประเทศยุโรปที่อยู่ทางใต้หลายประเทศ และยึดฝรั่งเศสได้ในวันที่ 22 มิถุนายน 1940 ใช้เวลาเพียง 2-3 เดือน จากนั้นก็เตรียมบุกอังกฤษซึ่งมี “ป้อมปราการ” ที่เป็นช่องแคบอังกฤษขวางอยู่</p>
<p>Blitzkrieg นั้น เป็นกลยุทธ์การรบที่เยอรมนีใช้หน่วยรถถังแพนเซอร์ที่เคลื่อนที่เร็วและทรงพลานุภาพพร้อมๆ กับกองกำลังทหารจำนวนมหาศาลบุกเข้าโจมตีแนวป้องกันต่างๆ ของฝ่ายตรงข้ามจุดแล้วจุดเล่า ทุกแห่งนั้นไม่สามารถป้องกันได้และ “แตก” อย่างรวดเร็ว ในกรณีของฝรั่งเศส “แนวป้องกันมายิโนต์” ซึ่งสร้างอย่างยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งมากและคิดว่า “ไม่มีใครสามารถผ่านไปได้” ก็ถูก “อ้อม” และผ่านไปในที่สุด ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสามารถต้านทานกองทัพเยอรมนีได้</p>
<p>ประมาณ เดือนสิงหาคม 2554 น้ำก็เริ่ม “บุก” จังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือของไทยตั้งแต่เชียงใหม่ และต่อมาที่นครสวรรค์ อยุธยา ปทุมธานี ทุกเมืองต่างก็สร้าง “เขื่อน” ป้องกันและ “ต่อสู้” กับน้ำในทุกรูปแบบแต่ก็ล้มเหลว เช่นเดียวกันนิคมอุตสาหกรรมซึ่งเปรียบเสมือนเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเทียบได้กับโรงงานผลิตอาวุธที่จำเป็นในสงคราม ต่างก็ “แตก” อย่างง่ายดายทุกที่ที่น้ำผ่าน มวลน้ำมหาศาลที่ไหลบ่ามานั้นก็คงเหมือนรถถังแพนเซอร์และกองกำลังของเยอรมนีที่มีประสิทธิภาพสูงจนไม่มีใครสามารถทานได้ ในเวลาเพียง 2-3 เดือนน้ำก็มาจ่ออยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งได้สร้าง “ป้อมปราการ” เป็นแนวป้องกันที่แข็งแกร่งและหวังว่าจะ “ไม่มีมวลน้ำที่จะผ่านไปได้”</p>
<p>ขณะที่เขียนบทความนี้ ผมเองก็ยังไม่ทราบว่ากรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเขตชั้นในจะรอดพ้นจากภาวะน้ำท่วมหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จ กรุงเทพฯ ก็คงจะเปรียบเหมือนฝรั่งเศสที่ถูกยึด แต่ถ้ากรุงเทพฯ รอดพ้นจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ไปได้ก็คงจะเหมือนกับอังกฤษ ที่รอดพ้นจากการยึดครองเพราะมีช่องแคบขวางอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้อังกฤษรอด อยู่ที่กองทัพเรือและกองทัพอากาศที่มีประสิทธิภาพในการที่จะยับยั้งฝ่ายเยอรมนีไม่ให้รุกข้ามช่องแคบมาได้  เหนือสิ่งอื่นใดกำลังใจที่เข้มแข็งและความสามัคคีอันยิ่งใหญ่ของชาวอังกฤษเป็นปัจจัยชี้ขาดทำให้อังกฤษเอาชนะฝ่ายเยอรมนีได้สำเร็จ</p>
<p>ความพ่ายแพ้ของเยอรมนีนั้น ถ้ามองกันในภาพใหญ่จริงๆ แล้วก็คือ  เยอรมนีมีทรัพยากรหรือกำลังไม่พอที่จะทำสงครามยืดเยื้อยาวนานได้ เช่นเดียวกัน น้ำนั้นก็มีพลังเพียงเท่าที่มันยังอยู่ในที่สูงและอยู่บนพื้นดิน ซึ่งในไม่ช้าน้ำทั้งหมดก็จะต้องไหลลงทะเลเป็นส่วนใหญ่และก็จะหมดพลังไปในที่สุด เรารู้ว่าในที่สุดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยก็ต้องจบลงไป แต่ในขณะนี้สิ่งที่ต้องทำก็คือ ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น</p>
<p>ในแง่ของผู้คนทั่วไป ผมดูแล้วผลกระทบก็น่าจะคล้ายกัน ในสงครามมีผู้อพยพและศูนย์ผู้ลี้ภัย น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ก็คล้ายกัน ในสงครามผู้คนต่างก็ต้องกักตุนอาหาร เช่นเดียวกัน น้ำท่วมครั้งนี้สินค้าจำนวนมากถูกกวาดจากชั้นวางของในห้าง ซึ่งรวมถึงน้ำ อาหารแห้งและอาหารกระป๋อง เราเห็นความแตกตื่นของผู้คนที่หนีการสู้รบและหนีน้ำไม่ต่างกัน แต่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเสียหายของทรัพย์สินที่มากมายมหาศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านและของใช้ภายในบ้านที่จะหายไปกับสงครามและสายน้ำ แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป</p>
<p>ในมหาสงครามโลกครั้งที่สองนั้น แน่นอน ถือเป็นวิกฤติที่ยิ่งใหญ่ แต่วิกฤตินั้นมีโอกาสอยู่เสมอโดยเฉพาะในตลาดหุ้น ตลาดหุ้นทั้งในอเมริกาและอังกฤษในช่วงของสงครามมีราคาขึ้นลงหวือหวาช่วงที่ฝรั่งเศสและอังกฤษเพลี่ยงพล้ำ ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างแรง แต่ในยามที่เยอรมนีปราชัย ตลาดหุ้นก็วิ่งขึ้น เช่นเดียวกัน ราคาหุ้นของบางบริษัท เช่นผู้ผลิตอาวุธและยุทธปัจจัยในอเมริกาต่างก็ได้ประโยชน์และวิ่งขึ้น ตรงกันข้ามกิจการหลายอย่างโดยเฉพาะที่เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยก็ถูกกระทบเพราะคนคงลดการใช้ลงไปมาก</p>
<p>น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ก็เช่นกัน บางบริษัทได้ประโยชน์แม้ว่าส่วนใหญ่จะเสียหาย อย่างไรก็ตามกรณีของน้ำท่วมนี้ เรารู้ผลลัพธ์ชัดเจนอยู่แล้วว่าในไม่ช้าน้ำก็จะลดลงหรือแพ้ไปตามธรรมชาติ ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาจึงมีเพียงว่าบริษัทจะได้รับความเสียหายแค่ไหนและความเสียหายนั้นจะต่อเนื่องต่อไปอีกนานเท่าไร ภาพโดยรวมแล้วผมคิดว่าบริษัทที่น่าจะเสียหายมากที่สุดก็คือบริษัทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมหรือมีทรัพย์สินอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมรุนแรง โดยเฉพาะบริษัทที่มีโรงงานส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่โดนน้ำท่วมหนักและบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีที่ดินและโครงการจมอยู่ใต้น้ำ ส่วนบริษัทอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบรองลงมาก็คือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบริษัทอื่นที่ถูกกระทบรุนแรงและการผลิตหรือการดำเนินงานต้อง “สะดุด” หยุดลงชั่วคราว ส่วนบริษัทที่ได้ประโยชน์หรือเสียหายน้อยก็คือบริษัทที่อาจจะมียอดขายลดลงบ้างในช่วงนี้แต่จะกลับมาขายดีขึ้นเมื่อน้ำลด เช่น บริษัทขายวัสดุก่อสร้างหรือบริษัทที่ขายสินค้าจำเป็นทั้งหลาย แต่โอกาสจริงๆ คือ เราจะต้องพิจารณาว่าราคาหุ้นของแต่ละบริษัทที่เรากำลังพิจารณานั้นตกลงมาแค่ไหนเมื่อเทียบกับผลกระทบที่บริษัทได้รับ<br />
โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร<br />
credit:  http://bit.ly/nISjQb</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/entaneer.wordpress.com/592/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/entaneer.wordpress.com/592/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/entaneer.wordpress.com/592/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/entaneer.wordpress.com/592/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/entaneer.wordpress.com/592/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/entaneer.wordpress.com/592/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/entaneer.wordpress.com/592/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/entaneer.wordpress.com/592/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/entaneer.wordpress.com/592/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/entaneer.wordpress.com/592/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/entaneer.wordpress.com/592/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/entaneer.wordpress.com/592/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/entaneer.wordpress.com/592/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/entaneer.wordpress.com/592/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=592&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/28/blitzkrieg/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/a8b85e1c3dc4d21567e01a636a220991?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">entaneer</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการอยู่ในตลาดหุ้นมา 8 ปี โดย โอ@</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Oct 2011 16:06:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>entaneer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Guru]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://entaneer.wordpress.com/?p=588</guid>
		<description><![CDATA[ขออนุญาตินำบทความที่คุณ Sarut รวบรวมไว้ที่ Blog มาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ ***************************************************************************** บทความโดย พี่ โอ@ จากเวบ thaivi นะครับ ได้ข้อคิดดีๆเยอะเลย ขออนุญาตพี่เค้านำมาเผยแพร่แล้วครับ ***************************************************************************** 1. คนเข้ามาเล่นหุ้นส่วนมากคิดว่าหาเงินได้ง่ายๆ มีเพื่อนจำนวนมากเห็นผมลงทุนมานานและได้ผลตอบแทนพอสมควร ก็มาถามว่าอยากลงทุนบ้างทำยังไงดี ผมก็ซื้อหนังสือให้ 2-3 เล่ม บอกว่าไปอ่านให้จบก่อน แล้วมีอะไรมาถาม หนังสือเหล่านั้นผมอ่านวันเดียวจบ และรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก .... 90% ของเพื่อนๆอ่านหนังสือไม่จบ แต่ก็ไปเปิดพอร์ตแล้วก็ซื้อตามคนอื่นบอก ช่วงตลาดดีก็กำไร ... ช่วงตลาดแย่ก็ ... "เฮ้ย ทำไงดีวะกรูซื้อปูมา 700 บาทต่อกิโล" ถ้าเล่นหุ้นมันง่าย ป่านนี้ไม่มีใครทำงานแล๊วววว .... อย่าลืมนะคนตายเขาไม่ได้พูด 2. คนไทยยังคงมีความรู้ทางด้านการลงทุนน้อยมาก ผมว่าไทยเราก็เหมือนอเมริกาครับ เมื่อก่อนอเมริกามีแต่นักลงทุนรายย่อย แต่เล่นไปเล่นมา รายย่อย ย่อยยับกันหมด ทำให้ตอนนี้อเมริกาเต็มไปด้วยกองทุน รายย่อยแทบไม่เหลือเลย แล้วเราจะเล่นอย่างไรละในตลาดอย่างนี้ ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติผมไปอธิบายให้คนคนนึงฟังว่า - [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=588&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<pre>ขออนุญาตินำบทความที่คุณ Sarut รวบรวมไว้ที่ Blog มาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ

*****************************************************************************
บทความโดย พี่ โอ@ จากเวบ thaivi นะครับ ได้ข้อคิดดีๆเยอะเลย

ขออนุญาตพี่เค้านำมาเผยแพร่แล้วครับ
*****************************************************************************
<strong>1. คนเข้ามาเล่นหุ้นส่วนมากคิดว่าหาเงินได้ง่ายๆ</strong>
มีเพื่อนจำนวนมากเห็นผมลงทุนมานานและได้ผลตอบแทนพอสมควร ก็มาถามว่าอยากลงทุนบ้างทำยังไงดี
ผมก็ซื้อหนังสือให้ 2-3 เล่ม บอกว่าไปอ่านให้จบก่อน แล้วมีอะไรมาถาม
หนังสือเหล่านั้นผมอ่านวันเดียวจบ และรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก ....
90% ของเพื่อนๆอ่านหนังสือไม่จบ แต่ก็ไปเปิดพอร์ตแล้วก็ซื้อตามคนอื่นบอก
ช่วงตลาดดีก็กำไร ... ช่วงตลาดแย่ก็ ... "เฮ้ย ทำไงดีวะกรูซื้อปูมา 700 บาทต่อกิโล"
ถ้าเล่นหุ้นมันง่าย ป่านนี้ไม่มีใครทำงานแล๊วววว .... อย่าลืมนะคนตายเขาไม่ได้พูด
<strong>2. คนไทยยังคงมีความรู้ทางด้านการลงทุนน้อยมาก</strong>
ผมว่าไทยเราก็เหมือนอเมริกาครับ เมื่อก่อนอเมริกามีแต่นักลงทุนรายย่อย
แต่เล่นไปเล่นมา รายย่อย ย่อยยับกันหมด ทำให้ตอนนี้อเมริกาเต็มไปด้วยกองทุน รายย่อยแทบไม่เหลือเลย
แล้วเราจะเล่นอย่างไรละในตลาดอย่างนี้ ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติผมไปอธิบายให้คนคนนึงฟังว่า
- มีหุ้นตัวนึง pe 10 เท่า แต่คิด dcf ออกมาจากราคานี้ยังมี upside 200%
- กับอีกตัวผมบอกว่า ตัวนี้ pe 5 เท่า โตปีละ 20% ถือไป ปีนึงกำไร 100%
คุณว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้นก่อนกันครับ
3. วลีเด็ดจากเซียน "อย่าโลภเกินความรู้" ใช้ได้เสมอ
4. บางทีเราก็รักหุ้นตัวนึงซะจนลืมมองข้อด้อยของมัน
ความรักทำให้คนตาบอด ... ซื้อหุ้นก็ทำให้เราตาบอดได้เหมือนกัน
ตอน Subprime ผมก็โดนไปกับหุ้นตัวนึง
... ไม่ต้องกลัว หุ้นเราไม่ลงหลอก เก่งขนาดนี้ ราคาตอนนี้ PE 5 เอง
.... ผลลัพธ์.... ภายใน 1 อาทิตย์หุ้นผมลงไป 30%
สุดท้ายใครจะไปรู้ว่า xxxx จะมีหุ้น PE 2 ให้ซื้อเต็มไปหมดเลย
<strong>5. ราคาหุ้นเป็นโฆษณาที่ดีที่สุด</strong>
... พอราคาขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวคนก็จะมาสนใจกันเต็มไปหมดเอง ... ไม่ต้องไปโฆษณากับใครที่ไหน
<strong>6. ข่าวมักจะมาหลังจากราคาตอบสนองแล้ว</strong>
ถ้าวันนี้ set ลง ... ตลาดไทยทรุดตามตลาดต่างประเทศ, ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดี
ถ้าวันนี้ set ขึ้น ... ต่างชาติเข้าลงทุนในไทยเพิ่ม เนื่องจากลดพอร์ตในต่างประเทศ
ลองสังเกตุดูครับ
7. นักวิเคราะห์ในทีวี บางทีก็ไม่ได้รู้อะไรมากมาย
หลายท่านก็เก่งนะครับ นั่งฟังแล้วก็รู้สึกว่าได้อะไร
แต่บางท่านต้องเก๊กครับ ตอบๆไปก่อน ผิดถูกไม่รู้ จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้เดี๋ยวเสียหน้า
ถ้าตอบถูก ... เดี๋ยวอีกอาทิตย์ถัดมาจะบอกว่า เนี่ยผมบอกไปแล้วอาทิตย์ที่แล้ว
ถ้าตอบผิด ..... หายไปกับกลีบเมฆ
<strong>8. ความรู้ไม่มีสิ้นสุด</strong>
ทุกครั้งที่มองกลับไปข้างหลังก็จะรู้สึกว่าเมื่อก่อนเราโง่นะเนี่ย ฉะนั้นยังไงก็ห้ามหยุดศึกษาครับ
<strong>9. เพื่อนเป็นสิ่งที่ดีมากในโลกการลงทุน</strong>
ศึกษาหุ้นคนเดียวสู้ศึกษากันหลายๆหัวไม่ได้หรอกครับ ยิ่งถ้าเป็นคนที่กล้า comment แรงๆ นี่ใช่เลย
<strong>10. คนเราชอบเสพย์ข่าวดี</strong>
ลองไปดูหลายๆอันครับ ผมจำได้ว่า กระทู้ PTL มีคนไปบอกว่า ระวัง PTL ราคาแพงนะ
... มีคนมาหาว่า เสี่ย VI ส่งคนมาปล่อยข่าวจะได้เก็บหุ้นถูกๆ
... อ้าวชิปหาย เตือนแม่งก็โดนหาว่าทุบหุ้น พอไม่เตือนก็เจอหาว่าปั่นหุ้น
<strong>11. เล่นหุ้นให้คนอื่นยากกว่าตัวเอง</strong>
รับบริหารเงินให้คนอื่นนี่ปวดหัวมากครับ ถึงแม้คนเอาเงินให้เราเขาจะบอกว่าเขาไม่คิดอะไร
แต่เราเองนั่นแหละ จะรู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ได้ เงินเขาขาดทุนไม่ได้นะ เครียดเปล่าๆ
<strong>12. เหนือฟ้ายังมีฟ้า</strong>
พื้นฐานธุรกิจหรือจะเท่าเจ้าของลิขิต
ผมได้เรียนรู้ว่า เล่นหุ้นที่เจ้าของอยากให้หุ้นขึ้นครับ ให้พยายามอยู่ข้างเดียวกับเขา
(อาจจะดูไม่วีไอเท่าไหร่นะครับ)
<strong>13. ไทยแลนด์แดนอินไซด์</strong>
คนบางคนอยู่ในตลาดมาหนึ่งเดือนสองเดือน บอกว่า เฮ้ยๆ ได้อินไซด์มาเต็มเลย
.. คุณมี connection แค่นั้น ... อยู่ในตลาดมาแค่นี้
คุยได้ข่าวมาไม่คิดว่าคนอื่นเขาจะได้ข่าวมาเหมือนกันหรอ ...
เวลาได้ข่าวมา ต้องเช็คครับว่าข่าวจริงแค่ไหน แล้วก็เราได้ข่าวเป็นไม้ที่เท่าไหร่
ถ้าได้เป็นไม้ท้ายก็อย่าไปเล่นเลยครับ เขาว่าข่าวไม้แรกมักจะมาจากเมียน้อยผู้บริหาร
<strong>14. ซื้อหุ้นตามเพื่อนแล้วซวยทุกที</strong>
เพื่อนๆมาเล่าให้ฟัง ... ตัวนี้ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ... เอาวะ ซื้อๆไปก่อนเดี๋ยวเพื่อนล้อ
... หุ้นมันลงมา 5% ก็เพราะเรามันไม่รู้พื้นฐาน
เลยต้อง cut loss ทิ้ง ... เพื่อนทุกคนอยู่ครบ .. แล้วหุ้นก็ดีดกลับไป +30% ในหนึ่งอาทิตย์
T_T เศร้าไม๊ ? .... ตอบได้ว่าเศร้า แต่ทำไงได้ละ ขี้เกียจเอง
15. โอกาสมักจะมาตอนเราขี้เกียจ
ด้วยความขี้เกียจทำให้ปีที่ผ่านมาๆพลาดไปหลายมหกรรมเลยทีเดียว
16. จงลืมต้นทุน
ต้นทุนไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ... จงคิดแต่ว่าราคาหุ้นปัจจุบันเนี่ย ถ้าเรายังไม่มีหุ้นตัวนี้ เราจะซื้อหรือเปล่า
ถ้าเราไม่คิดจะซื้อ ... แล้วเราจะถือมันไว้ทำไม
<strong>17. ข่าวในหนังสือพิมพ์ ... ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์</strong>
<strong>18. ตลาดหุ้นเป็นสถานที่แปลก </strong>
<strong>.. </strong>คนรวยนั่งรถเบนซ์ เดินไปขอคำแนะนำการลงทุนจากคนที่นั่งรถเมล์มาทำงาน
<strong>19. ราคาหุ้นในตลาดมันก็หลักการเศรษฐศาสตร์ขั้นต้น</strong>
หุ้นมันก็มีอยู่จำนวนเท่าเดิม .. อยู่ดีดีคนอยากมาซื้อหุ้นตัวนี้ มันก็ขึ้น
... อยู่ดีดีคนได้ข่าวร้าย แล้วเชื่อตามๆกัน มันก็ลง
20 มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม
เรามักจะคล้อยตามสิ่งรอบข้างได้ง่ายมาก
ถ้าเราเชื่อว่าหุ้นตัวนึงไม่ดี ถ้าคนรอบข้างคอยบอกว่าหุ้นตัวนี้ดี
... คนเดียวอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้า 20 คนยืนยันเหมือนกัน เรามีโอกาสจะคล้อยตามได้ง่ายมาก
<strong>21. เขาว่าถ้าเราเจอแมลงสาบตัวนึง ให้คิดได้เลยมันมีอีกเป็นฝูง</strong>
คล้ายกับหุ้นเลย .. ถ้ามีข่าวดีอันนึง เดี๋ยวจะมีมาอีกเพียบ ...
แต่ถ้ามีข่าวร้ายเมื่อไหร่ ... โหย ... ร้ายแล้วเดี๋ยวมีร้ายกว่า
<strong>22. กับดัก VI หยิ่งในศาสตร์ของตน</strong>
หลายๆทีเราทะนงตัวว่าตัวเองเป็น VI
VI เป็นผู้ฉลาด รอบรู้ ศาสตร์อื่นๆล้วนด้อยกว่า ระวังครับ มันจะทิ่มแทงเราเอง
<strong>ลองดูสถานการณ์เหล่านี้</strong>
"ศึกษาตามหลัก VI มาดีแล้ว ราคาลงมา 30% ไม่เห็นต้องกลัวเลย
.... สุดท้ายราคาลงไป 50% เฮ้ย รู้งี้ฟังคนอื่นพูดบ้างก็ดี"
"หุ้นลง 10% ... ไม่เป็นไรศึกษามาดี ลง 50% ก็ได้ ... พอเกิดจริง มันลงมา 30%
เฮ้ย!! เดี๋ยวเหมือนครั้งก่อน กรูไปก่อนดีกว่ากลัวแล้ว สรุป ขายได้โลว์เลย"
หลายๆครั้งผมมักจะเห็นว่า VI ขายโลว์ ...
ทำไมหรอครับ เพราะ VI ความอดทนสูงกว่าคนอื่นไงครับ ทนไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายทนไม่ได้
<strong>23. ซื้อหุ้นอย่าดูแค่มันถูก</strong>
คิดมูลค่าหุ้นออกมาโหย ถูกมาก upside 50% ดูแค่นี้ระวังนะครับ
หุ้นมันจะขึ้นได้ต้องมีคนมาสนใจ มาซื้อเพิ่ม
1. คนที่ถืออยู่แล้วมาซื้อเพิ่ม
2. ถ้าหุ้นตัวเล็ก นักลงทุนคนอื่นมาซื้อเพิ่ม
3. ถ้าหุ้นตัวกลางๆ นักลงทุนซื้อกันหมดแล้ว ต้องรอกองทุนมาสนใจ
4. ถ้าหุ้นเต็มไปด้วยกองทุนและนักลงทุนแล้ว ... ให้กลับไปดูข้อ 1
บางทีคนรอบตัวเราซื้อหุ้นกันไปหมดแล้วแต่หุ้นไม่ขึ้น อันนี้เริ่มน่ากลัวแล้วครับ แสดงว่ามีคนขายอยู่จำนวนมาก
เขาอาจจะรู้อะไรที่เราไม่รู้ก็ได้

โดย: คุณ โอ@
รวบรวมโดย: คุณ Sarut 
credit:  http://goo.gl/NokkU</pre>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/entaneer.wordpress.com/588/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/entaneer.wordpress.com/588/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/entaneer.wordpress.com/588/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/entaneer.wordpress.com/588/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/entaneer.wordpress.com/588/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/entaneer.wordpress.com/588/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/entaneer.wordpress.com/588/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/entaneer.wordpress.com/588/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/entaneer.wordpress.com/588/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/entaneer.wordpress.com/588/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/entaneer.wordpress.com/588/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/entaneer.wordpress.com/588/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/entaneer.wordpress.com/588/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/entaneer.wordpress.com/588/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=588&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/a8b85e1c3dc4d21567e01a636a220991?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">entaneer</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทุนเสน่หา โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Oct 2011 15:58:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>entaneer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://entaneer.wordpress.com/?p=586</guid>
		<description><![CDATA[คนจะรวยได้ต้องมีทุน ยิ่งมีทุนมากโอกาสมั่งคั่งก็มาก เพราะทุนคือทรัพยากรที่สร้างหรือทำเงินให้เรา คนไม่มีทุนหรือมีทุนน้อย โอกาสรวยแทบเป็นศูนย์ ดูเหมือนคนไม่มีทุน โอกาสรวยมากที่สุด ก็คือ การถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ซึ่งก็คือโอกาสหนึ่งในหลายๆ ล้าน และถึงจะรวยก็คงรวยไม่มากไม่ถึงร้อยล้าน ผมพูดแบบนี้อาจทำให้หลายคน มีข้อโต้แย้งอย่างแรง เพราะเศรษฐีหรือเจ้าสัวหลายคนในเมืองไทย ว่ากันว่าไม่มีทุนเลย หลายๆ คนแทบจะมีแต่ &#8220;เสื่อผืนหมอนใบ&#8221; ตอนเริ่มต้นสร้างตัว ดังนั้นจะบอกได้อย่างไรว่าคนไม่มีทุนไม่มีวันรวย? ที่จริงนักลงทุนหลายคนในตลาดหุ้นที่มั่งคั่งร่ำรวยในวันนี้ เริ่มจากทุนน้อยมาก แต่ผมยืนยันว่า ทุนเป็นปัจจัยสำคัญ แทบจะประการเดียวที่ทำให้คนมั่งคั่ง หรือร่ำรวย เพราะทุนในความหมายของผมครอบคลุมทุนหลายแบบ อะไรที่ทำเงินได้ก็เป็นทุนทั้งสิ้น ทุนแบบแรก คือ ทุนทางเศรษฐกิจ หรือ Economic Capital เป็นทุนที่เราคุ้นเคยกัน ได้แก่ เงินทอง ที่ดินอาคาร หุ้น ทอง เครื่องเพชร และสิ่งของต่างๆ ที่เราจับต้องได้ มีมูลค่าและ/หรือราคาในตลาด คนที่มีทุนประเภทนี้มาก เช่น คนที่ได้รับมรดก หรือได้รับเป็นของขวัญจากพ่อแม่ทั้งให้เปล่า หรือให้ยืม จะมีโอกาสที่เขาสร้างเงิน หรือความมั่งคั่ง ซึ่งก็จะกลับมาเป็นทุนที่เพิ่มขึ้นอีก คนที่ใช้ทุนไม่เป็น เช่น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=586&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คนจะรวยได้ต้องมีทุน ยิ่งมีทุนมากโอกาสมั่งคั่งก็มาก เพราะทุนคือทรัพยากรที่สร้างหรือทำเงินให้เรา คนไม่มีทุนหรือมีทุนน้อย โอกาสรวยแทบเป็นศูนย์</strong></p>
<p>ดูเหมือนคนไม่มีทุน โอกาสรวยมากที่สุด ก็คือ การถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ซึ่งก็คือโอกาสหนึ่งในหลายๆ ล้าน และถึงจะรวยก็คงรวยไม่มากไม่ถึงร้อยล้าน<br />
ผมพูดแบบนี้อาจทำให้หลายคน มีข้อโต้แย้งอย่างแรง เพราะเศรษฐีหรือเจ้าสัวหลายคนในเมืองไทย ว่ากันว่าไม่มีทุนเลย หลายๆ คนแทบจะมีแต่ &#8220;เสื่อผืนหมอนใบ&#8221; ตอนเริ่มต้นสร้างตัว ดังนั้นจะบอกได้อย่างไรว่าคนไม่มีทุนไม่มีวันรวย?</p>
<p>ที่จริงนักลงทุนหลายคนในตลาดหุ้นที่มั่งคั่งร่ำรวยในวันนี้ เริ่มจากทุนน้อยมาก แต่ผมยืนยันว่า ทุนเป็นปัจจัยสำคัญ แทบจะประการเดียวที่ทำให้คนมั่งคั่ง หรือร่ำรวย เพราะทุนในความหมายของผมครอบคลุมทุนหลายแบบ อะไรที่ทำเงินได้ก็เป็นทุนทั้งสิ้น</p>
<p>ทุนแบบแรก คือ ทุนทางเศรษฐกิจ หรือ Economic Capital เป็นทุนที่เราคุ้นเคยกัน ได้แก่ เงินทอง ที่ดินอาคาร หุ้น ทอง เครื่องเพชร และสิ่งของต่างๆ ที่เราจับต้องได้ มีมูลค่าและ/หรือราคาในตลาด คนที่มีทุนประเภทนี้มาก เช่น คนที่ได้รับมรดก หรือได้รับเป็นของขวัญจากพ่อแม่ทั้งให้เปล่า หรือให้ยืม จะมีโอกาสที่เขาสร้างเงิน หรือความมั่งคั่ง ซึ่งก็จะกลับมาเป็นทุนที่เพิ่มขึ้นอีก คนที่ใช้ทุนไม่เป็น เช่น นำทุนไปลงทุนต่อแล้วขาดทุนจนหมดตัว ดังนั้นการใช้ทุนให้เป็น หรือใช้อย่างฉลาดก็เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งไม่น้อยไปกว่าการมีทุนเหมือนกัน</p>
<p>ทุนแบบที่สองคือ &#8220;ทุนมนุษย์&#8221; หรือ Human Capital นี่ก็ คือความรู้ ความสามารถและทักษะของเรา ซึ่งผมคิดว่า IQ มีส่วนสำคัญกำหนดว่าเราจะมีทุนแบบนี้มากน้อยแค่ไหน ทุนมนุษย์ เป็นทุนที่สร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง นั่นก็คือ ถ้าเราตั้งใจเรียนหมั่นศึกษาหาความรู้ เราก็สามารถเพิ่มพูนทุนนี้ได้ ทุนมนุษย์ ในอดีตอาจจะสร้างเงินไม่ได้มากมายนักเทียบกับทุนทางเศรษฐกิจ และมักจะมีคำกล่าวเสมอว่า &#8220;การรับจ้างกินเงินเดือนไม่มีวันรวย&#8221; แต่ในโลกที่เจริญขึ้น บริษัทขนาดใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งแยกระหว่างเจ้าของกิจการกับผู้บริหารมากขึ้น การใช้ทุนมนุษย์ หรือความสามารถ ก็ทำเงินให้ได้มหาศาลไม่แพ้คนที่มีทุนทางเศรษฐกิจ</p>
<p>ทุนแบบที่สามคือ &#8220;ทุนทางสังคม&#8221; หรือ Social Capital คือการใช้ Connection หรือความสัมพันธ์ทำเงิน คนที่มีทุนแบบนี้มาก คือคนที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับคนอื่นๆ หรือเป็นคนที่มีภาพพจน์ดี โดยเฉพาะกับคนที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเองได้ ก็สามารถใช้ความสัมพันธ์นั้นทำเงิน หรือทำให้ตนเองมั่งคั่ง ได้มากกว่าคนที่มีทุนแบบนี้น้อยกว่า แน่นอนว่าคนบางคน มีทุนแบบนี้มาก แต่ถ้าไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางการเงิน ก็จะไม่ร่ำรวย หรือมั่งคั่งเพิ่ม และนี่ก็เหมือนกับทุนอย่างอื่น ที่คนบางคนอาจมี แต่ทิ้งไว้เฉยๆ หรือบริหารทุนแบบผิดพลาด ประโยชน์ก็ไม่เกิดขึ้น</p>
<p>ทุนตัวสุดท้าย คือสิ่งที่ผมอยากเรียกว่า &#8220;ทุนเสน่หา&#8221; หรือ Erotic Capital ถ้าจะพูดแบบเท่ๆ คือทุนพวก &#8220;สวย มีเสน่ห์ และเซ็กซี่&#8221; นี่เป็นทุนที่มีบทบาท หรือสร้างเงินและความมั่งคั่งได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมยุคข่าวสารข้อมูล ทุนเสน่หาในอดีตมักถูก &#8220;กีดกัน&#8221; ไม่ให้สามารถสร้างความมั่งคั่งหรือร่ำรวยได้ ด้วยเหตุผลทางสังคมและการปกครอง ในอดีตสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก แม้แต่นักร้องหรือดาราระดับซูเปอร์สตาร์ยังต้อง &#8220;ปากกัดตีนถีบ&#8221; คนที่เรียนจบปริญญาตรีไม่มีใครยอมเป็นดารา เพราะถูกมองว่าเป็นคน &#8220;เต้นกินรำกิน&#8221; ลูกหลาน &#8220;ไฮโซ&#8221; ในสังคมไม่ยอมให้ลูกเป็นดารา หรือไปแต่งงานกับดารา แต่เดี๋ยวนี้ตรงกันข้าม ทุกคนอยากเป็นดาราหรือแฟนดารา ดาราระดับซุปตาร์ ทำเงินมหาศาลและหลายคนร่ำรวยกว่าคนที่เป็นลูกหลานไฮโซ</p>
<p>แน่นอน ทุนเสน่หา ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่อยู่ในแวดวงบันเทิง คนที่เกิดมาสวยหรือหล่อ ร่างกายสูงและรักษาน้ำหนักไม่ให้อ้วน เป็นคนยิ้มมีเสน่ห์ประทับใจ บางคนดู &#8220;เซ็กซี่&#8221; สำหรับเพศตรงข้าม คนแบบนี้ถือว่ามีทุนเสน่หาสูง และถ้ารู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ เช่น ไปทำงานในแวดวงที่ให้คุณค่ากับ Erotic Capital มาก เช่นงานที่เกี่ยวข้องกับคนบันเทิงหรืองานบริการ พวกเขาจะทำเงินได้มาก และแม้แต่งานอื่นทั่วๆ ไป ความ &#8220;เสน่หา&#8221; ก็ช่วยเพิ่มความสำเร็จ หรือเพิ่มเงินให้พวกเขาได้</p>
<p>การศึกษาในต่างประเทศพบว่า คนหน้าตาดีประเภทหล่อหรือสวย ได้เงินเดือนโดยเฉลี่ยสูงกว่าคนหน้าตาขี้เหร่ 15-20% ในอาชีพทั่วๆ ไป ยิ่งหนักกว่านั้นคือ คนสูงจะทำเงินมากกว่าคนเตี้ย 20-25% ตรงกันข้ามคนอ้วนได้เงินเดือนต่ำกว่าคนน้ำหนักปกติ 10-15% และที่น่าแปลกคือ ผลกระทบถ้าเป็นผู้ชายส่วนใหญ่จะสูงกว่าผู้หญิง</p>
<p>ทุนเสน่หา ในอดีตดูเหมือนว่าจะขึ้นอยู่กับ &#8220;ดวง&#8221; เสียมาก นั่นคือเกิดมาสวยหล่อและสูง แต่ปัจจุบันนี้เราเพิ่มทุนตัวนี้ได้พอสมควร เช่น การทำศัลยกรรม การลดน้ำหนัก การเข้ายิม การทำสีผิวให้ขาว และการแต่งหน้าและแต่งตัวให้ดูดี การลงทุนเพิ่มทุนเสน่หาให้กับตัวเอง จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะนี่อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า    คนจำนวนมาก อาจไม่ตระหนักว่าการมีหน้าตาดี หุ่นสูงใหญ่ แต่งตัวดี จะไปเกี่ยวอะไรกับการทำงานอาชีพ เช่น ผู้บริหารที่ต้องใช้ประวัติการศึกษา ทักษะ และความสามารถในการวิเคราะห์พิจารณาตัดสินใจอย่างไร แต่ข้อเท็จจริงคือ คนที่มีทุนเสน่หาสูง มักได้รับการโปรโมตดีกว่าคนที่มีคุณสมบัติอื่นเท่าๆ กัน พวกเขามักได้เงินสูงกว่า ถูกเลือกให้เข้าทำงานมากกว่าคนที่หน้าตาและหุ่นไม่ให้ ทั้งๆ ที่งานเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับรูปร่างและหน้าตา</p>
<p>ทุนทั้งสี่แบบนั้น มีการเพิ่มและลดได้ ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวที่จะทำ เช่น คนที่มีทุนเป็นเงินก็มักจะไปเพิ่มทุนมนุษย์ ทุนสังคม และทุนเสน่หา ซึ่งอาจกลับไปทำให้เขาเก่ง  มีสายสัมพันธ์และดูดี ซึ่งจะทำให้เขาทำเงินเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเงินที่ลงไป ตัวทุนเองก็เปลี่ยนแปลงไปได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้ เช่น ตัวทุนเสน่หา เมื่อเวลาผ่านไป ทุนนั้นจะลดลงตามธรรมชาติ ดังนั้นคนที่มีทุนตัวนี้ แต่ไม่ได้ใช้ในเวลาที่เหมาะสมอาจจะเสียโอกาสไป</p>
<p>ทั้งหมดนั้น เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของทุน ซึ่งทุกคนมีแต่หลายคนอาจรู้ไม่ครบว่าตนเองมี เจ้าสัวที่รวยได้แม้เริ่มจากเสื่อผืนหมอนใบ หรือนักลงทุนที่รวยโดยเริ่มจากเงินทุนเพียงเล็กน้อย แท้จริงแล้วพวกเขาคงมีทุนมนุษย์ที่มากล้นแต่คนมองไม่เห็น แต่ถ้าเราเข้าใจทุนจริงๆ แล้ว จะไม่สงสัยเลยว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่มาจากทุนทั้งสิ้น</p>
<p>โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร<br />
credit:  http://bit.ly/p75nBQ</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/entaneer.wordpress.com/586/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/entaneer.wordpress.com/586/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/entaneer.wordpress.com/586/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/entaneer.wordpress.com/586/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/entaneer.wordpress.com/586/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/entaneer.wordpress.com/586/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/entaneer.wordpress.com/586/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/entaneer.wordpress.com/586/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/entaneer.wordpress.com/586/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/entaneer.wordpress.com/586/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/entaneer.wordpress.com/586/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/entaneer.wordpress.com/586/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/entaneer.wordpress.com/586/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/entaneer.wordpress.com/586/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=586&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/a8b85e1c3dc4d21567e01a636a220991?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">entaneer</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>จะซื้อหรือขายหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Oct 2011 15:55:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>entaneer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://entaneer.wordpress.com/?p=584</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงที่ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างหนักในช่วงเวลาสั้นๆ คนที่ไม่ได้ถือหุ้นอยู่ หรือถือไว้น้อยมาก ก็มักจะถามว่า “ซื้อหุ้นได้หรือยัง?” คนกลุ่มนี้มักจะเป็นนักเล่นหุ้นสมัครเล่น  และเป็นคนมีเงินที่พร้อมเข้าไปเสี่ยงเก็งกำไรจากตลาดหุ้นเป็นครั้งคราว  กลยุทธ์ของเขา ก็คือ  ช้อนซื้อหุ้นในช่วงที่มันตกต่ำเพราะตลาดเกิด  “แพนิค”  นั่นคือ  นักลงทุนตกใจจากภาวะน่ากลัวทางเศรษฐกิจและเทขายหุ้นอย่างหนัก  ทำให้ดัชนีปรับตัวลงแรง  ความเชื่อของพวกเขา ก็คือ  เมื่อหุ้นตกลงมาแรง   มันก็มักจะ  “กระเด้ง”  กลับขึ้นไปอย่างแรงเช่นกัน  ดังนั้น  เขาอยากรู้ว่าดัชนีที่ตกต่ำลงมามากในระยะเวลาอันสั้นนั้น  ถึง  “พื้น” หรือยัง  ถ้าผมตอบว่า  “หุ้นมันก็ลงมามากน่าสนใจแล้ว-ถ้าถือไปสัก 2-3 ปี”  เขาก็จะเข้าไป “ช้อน” ซื้อหุ้นทันที เกณฑ์ที่ผมใช้ในการให้คำแนะนำที่  “จำเป็น”  ต้องทำนี้ ก็คือ  ผมจะดูว่าดัชนีหุ้นได้ตกลงมามากน้อยแค่ไหน-จากต้นปี   ผมเองไม่เคยจำดัชนีสูงสุดในระหว่างปีได้และก็ไม่สนใจดูด้วยเพราะผมชอบมองระยะยาวมากกว่า  ถ้าผมพบว่าหุ้นได้ตกลงมามากพอสมควรนับจากต้นปี  ผมก็คิดว่าความเสี่ยงในการเข้าไปลงทุนก็น่าจะน้อยลง  อย่างไรก็ตาม  นี่จะต้องประกอบกับการดูย้อนหลังไปอย่างน้อย 2-3 ปีด้วยว่า  ดัชนีมีการปรับตัวขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน  ถ้าหุ้นติดลบมาต่อเนื่องกัน  ผมก็จะรู้สึกว่าความเสี่ยงในการเข้าไปซื้อหุ้นก็น่าจะลดลงไปอีก  แต่ถ้า 2-3 ปีนั้น  หุ้นได้ขึ้นมามากอย่างที่เป็นอยู่  ผมก็จะระวังมากขึ้น  ลึกๆ  แล้ว ผมคิดว่าถ้าสิ้นปีนี้  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=584&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ในช่วงที่ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างหนักในช่วงเวลาสั้นๆ คนที่ไม่ได้ถือหุ้นอยู่ หรือถือไว้น้อยมาก ก็มักจะถามว่า “ซื้อหุ้นได้หรือยัง?”<br />
</strong></p>
<p>คนกลุ่มนี้มักจะเป็นนักเล่นหุ้นสมัครเล่น  และเป็นคนมีเงินที่พร้อมเข้าไปเสี่ยงเก็งกำไรจากตลาดหุ้นเป็นครั้งคราว  กลยุทธ์ของเขา ก็คือ  ช้อนซื้อหุ้นในช่วงที่มันตกต่ำเพราะตลาดเกิด  “แพนิค”  นั่นคือ  นักลงทุนตกใจจากภาวะน่ากลัวทางเศรษฐกิจและเทขายหุ้นอย่างหนัก  ทำให้ดัชนีปรับตัวลงแรง  ความเชื่อของพวกเขา ก็คือ  เมื่อหุ้นตกลงมาแรง   มันก็มักจะ  “กระเด้ง”  กลับขึ้นไปอย่างแรงเช่นกัน  ดังนั้น  เขาอยากรู้ว่าดัชนีที่ตกต่ำลงมามากในระยะเวลาอันสั้นนั้น  ถึง  “พื้น” หรือยัง  ถ้าผมตอบว่า  “หุ้นมันก็ลงมามากน่าสนใจแล้ว-ถ้าถือไปสัก 2-3 ปี”  เขาก็จะเข้าไป “ช้อน” ซื้อหุ้นทันที</p>
<p>เกณฑ์ที่ผมใช้ในการให้คำแนะนำที่  “จำเป็น”  ต้องทำนี้ ก็คือ  ผมจะดูว่าดัชนีหุ้นได้ตกลงมามากน้อยแค่ไหน-จากต้นปี   ผมเองไม่เคยจำดัชนีสูงสุดในระหว่างปีได้และก็ไม่สนใจดูด้วยเพราะผมชอบมองระยะยาวมากกว่า  ถ้าผมพบว่าหุ้นได้ตกลงมามากพอสมควรนับจากต้นปี  ผมก็คิดว่าความเสี่ยงในการเข้าไปลงทุนก็น่าจะน้อยลง  อย่างไรก็ตาม  นี่จะต้องประกอบกับการดูย้อนหลังไปอย่างน้อย 2-3 ปีด้วยว่า  ดัชนีมีการปรับตัวขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน  ถ้าหุ้นติดลบมาต่อเนื่องกัน  ผมก็จะรู้สึกว่าความเสี่ยงในการเข้าไปซื้อหุ้นก็น่าจะลดลงไปอีก  แต่ถ้า 2-3 ปีนั้น  หุ้นได้ขึ้นมามากอย่างที่เป็นอยู่  ผมก็จะระวังมากขึ้น  ลึกๆ  แล้ว ผมคิดว่าถ้าสิ้นปีนี้  ดัชนีต่ำกว่าสิ้นปีที่แล้วบ้าง  ก็น่าจะเป็นเรื่องปกติ  ดังนั้น  การที่ดัชนีหุ้นในช่วงนี้ต่ำกว่าเมื่อตอนต้นปีประมาณ 10%  มันก็ไม่น่าจะบอกได้ว่าหุ้นในขณะนี้มีราคาต่ำมากมายอะไรนัก แม้ว่ามันจะตกลงมากว่า 20% แล้วถ้านับจากกลางปี  เหนือสิ่งอื่นใด  สถิติหุ้นไทยนั้น  ในเวลา 10 ปี  หุ้นจะขึ้นประมาณ 6 ปี  และหุ้นจะตกประมาณ 4 ปี</p>
<p>นอกจากเรื่องของผลตอบแทนที่ผ่านมาทั้งปีปัจจุบันและปีย้อนหลัง 2-3 ปีแล้ว   ผมยังดูด้วยว่าดัชนีที่ตกลงมามากนั้น  ทำให้ค่า PE  ค่า PB  และผลตอบแทนจากปันผลจะเป็นเท่าไร  ถ้าค่า PE และค่าอื่นๆ  นั้น ชี้ว่าหุ้นในตลาดโดยเฉลี่ยไม่แพง  ผมก็จะถือว่าความน่าสนใจในการซื้อหุ้นน่าจะอยู่ในระดับกลางๆ</p>
<p>ขณะเดียวกัน เรื่องของค่าความถูกความแพงของตลาดที่วัดด้วย PE และค่าอื่นๆ  แล้ว  ผมยังต้องดูสภาวะทางเศรษฐกิจการเงินของโลกและประเทศไทยด้วยว่าจะเป็นอย่างไรในช่วง 1-2 ปีที่จะมาถึง  ถ้าสภาวะไม่ดีและมีความเสี่ยงสูงที่จะเลวร้ายลงมากโดยเฉพาะกับเศรษฐกิจไทย   ความเสี่ยงของการลงทุนซื้อหุ้นก็จะสูงขึ้น   แต่ถ้าผมมั่นใจว่าอย่างไรเสียเศรษฐกิจไทยก็น่าจะยังดีอยู่พอสมควรแม้ว่าเศรษฐกิจต่างประเทศอาจจะไม่ดีนัก  แบบนี้  การที่หุ้นตกเพราะคนกลัวภาวะเศรษฐกิจโลก ก็อาจจะเป็นโอกาสของการเข้าไปช้อนซื้อหุ้นได้</p>
<p>ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็เป็นเรื่องของคนที่ไม่ค่อยมีหุ้นอยู่ในมือและก็มักจะไม่ใช่คนที่มุ่งมั่นหรือทุ่มเทกับการลงทุนมากนัก  แต่สำหรับคนที่ถือหุ้นอยู่มากและเอาจริงเอาจังกับการลงทุนคำถามก็มักจะกลับกันว่าการที่หุ้นตกหนักมากนั้น  เขาควรขายหุ้นหรือเปล่า เพื่อลดการสูญเสีย  เขาควรรักษาเงินสดเอาไว้เพื่อรอกลับมาซื้อหุ้นที่จะตกต่ำและถูกลงไปอีกหรือไม่  พวกเขาคิดว่าสภาวการณ์เศรษฐกิจที่เลวร้ายในต่างประเทศอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอยลง   และนั่นจะกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและทำให้หุ้นตกลง  ดังนั้น  แม้ว่าค่า PE ตลาดในปัจจุบันอาจจะไม่สูง  หุ้นราคาไม่แพง  แต่ในอนาคตค่า PE  ก็จะสูงขึ้นเพราะค่า E หรือกำไรจะลดลง  ถ้าเป็นแบบนี้หุ้นก็จะตกลงไปอีก  ดังนั้น  ทางออกที่ดีกว่า ก็คือ  ขายหุ้นทิ้ง  อย่างน้อยก็บางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงลง  และเมื่อหุ้นตกต่ำถึง “พื้น” แล้วค่อยคิดซื้อหุ้นคืนภายหลัง</p>
<p>ประเด็น ก็คือ  เป็นเรื่องยากมากที่จะคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าหุ้นที่ได้ปรับตัวลงมาอย่างหนักแล้ว  จะตกลงต่อไป  ประสบการณ์ในทุกครั้งที่มีเหตุการณ์  “วิกฤติ”  และทำให้หุ้นตกลงมารุนแรงนั้น  ก็จะมีช่วงเวลาที่หุ้นจะ “กระเด้ง”  ขึ้นมารุนแรงเป็นช่วงๆ  และก็ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าหุ้นจะขึ้นไปเลยหรือจะตกลงไปใหม่อีก  ที่ยิ่งยากไปกว่านั้น ก็คือ  หุ้นตัวที่เราถืออยู่อาจจะมีพฤติกรรมการขึ้นลงแตกต่างจากภาวะตลาดโดยรวมด้วย  นั่นคือ  หุ้นตัวที่ถืออยู่อาจจะแย่หรือดีกว่าตลาด  ทำให้การวิเคราะห์ภาวะตลาดได้ถูกต้องนั้น  ไม่มีประโยชน์  เช่น  ดัชนีตลาดอาจจะลงต่อ  แต่หุ้นที่เราถืออยู่บางตัวอาจจะปรับตัวขึ้นไปแล้ว  ดังนั้น  ถ้าเราขายหุ้นไปโดยหวังว่าหุ้นจะลงแล้วเราเข้าไปซื้อกลับมาก็จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด</p>
<p>สุดท้าย  สำหรับคนที่มีหุ้นจำนวนหนึ่งและก็มีเงินสดที่พร้อมจะลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มเติมได้  สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ  เขาอาจจะอยากถามว่า  เขาควรขายหุ้นที่มีอยู่หรือซื้อหุ้นเพิ่มดี  คำถามของเขาก็คงมาจากความคิดว่าหุ้นในขณะนั้น  ถูกหรือแพง  และคำตอบ ก็คือ  เขาไม่มั่นใจ  แต่ละวันที่ผ่านไปเขาอาจจะพยายามประเมินด้วยความกระสับกระส่ายเมื่อเห็นราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว  วันหนึ่งเขาอาจจะนึกอยากขาย  แต่อีกวันหนึ่งก็คิดว่าเขาควรจะซื้อเพิ่ม  เขาอยากฟังคำแนะนำหรือความคิดเห็นของคนที่เขานับถือว่ามีความสามารถและเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และลงทุนในตลาดหุ้นแต่ความเห็นของแต่ละคนก็ยังไม่สอดคล้องกัน   สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจขายเพื่อ “ลดความเครียด” โดยการขายหุ้นทิ้ง</p>
<p>ความเห็นของผมสำหรับคนที่ยังคิดไม่ออกหรือตัดสินใจไม่ถูกว่าจะซื้อหรือขายหุ้นดี  ก็คือ  เราควรอยู่เฉยๆ   เพราะการที่เราคิดไม่ออกระหว่างการซื้อหรือขาย   นั่นอาจจะแปลว่า  ราคาหุ้นอาจจะ “ก้ำกึ่ง”  มากระหว่าง  “ถูกหรือแพง”   นั่นแปลว่า หุ้นคงไม่มี  Margin of Safety หรือส่วนต่างของความปลอดภัยในกรณีที่เราจะซื้อ  ดังนั้น  การซื้อคงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ถูกต้อง   เช่นเดียวกัน  การขายในช่วงที่ตลาดกำลังแพนิคนั้น  ตามประสบการณ์ของผม  มักเป็นการขายที่แย่หรือได้ราคาที่ต่ำที่สุด  เพราะถึงแม้ว่าตลาดยังมีแนวโน้มที่จะลงอยู่  แต่ในระยะสั้นๆ  บ่อยครั้งหุ้นมักกระเด้งกลับขึ้นมาให้เราได้ขายในราคาที่ดีกว่าวันที่หุ้นตกรุนแรงแบบคนตื่นตูม  มันจึงไม่ใช่เวลาที่ควรขาย</p>
<p>สรุปแล้ว  ถ้าเรายังคิดไม่ออกว่าเราควรขายหรือซื้อหุ้น  เราก็ควรจะอยู่เฉยๆ   ในตลาดหุ้นนั้น  ไม่มีใครบังคับให้เราต้องตัดสินใจ  ยกเว้นในกรณีที่เราใช้มาร์จินในการซื้อหุ้นและหุ้นของเราถูกบังคับขายเพราะราคาตกลงมามาก    ซึ่งในกรณีนั้น  มันก็มักจะเป็นหายนะ  และนี่ก็เป็นอีกคำแนะนำหนึ่งของผมว่า  ในยามที่หุ้นมีความผันผวนและอาจจะมีโอกาสเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้น  อย่าใช้มาร์จิน  และถ้าเรามีเงินกู้มาร์จินอยู่  จงลดมาร์จินให้หมด</p>
<p>โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร<br />
credit:  http://bit.ly/qmNU0g</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/entaneer.wordpress.com/584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/entaneer.wordpress.com/584/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/entaneer.wordpress.com/584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/entaneer.wordpress.com/584/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/entaneer.wordpress.com/584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/entaneer.wordpress.com/584/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/entaneer.wordpress.com/584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/entaneer.wordpress.com/584/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/entaneer.wordpress.com/584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/entaneer.wordpress.com/584/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/entaneer.wordpress.com/584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/entaneer.wordpress.com/584/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/entaneer.wordpress.com/584/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/entaneer.wordpress.com/584/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=584&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/a8b85e1c3dc4d21567e01a636a220991?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">entaneer</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>คนแจวเรือ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
		<link>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Oct 2011 15:51:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>entaneer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Investment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://entaneer.wordpress.com/?p=580</guid>
		<description><![CDATA[ผมเพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวที่อิตาลีและอังกฤษ และก็เช่นเคย ผมมีข้อสังเกตจาก สิ่งที่พบเห็น เรื่องแรก คือ ผมเพิ่งตระหนักว่า พนักงานบริการ เช่น พนักงานเสิร์ฟอาหารตามภัตตาคารโดยเฉพาะในอิตาลี ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายอายุ 30-40 ปี ที่เป็นผู้หญิงมีน้อยมาก ทำให้ผมแปลกใจ เพราะบ้านเรา หรือแถบเอเชีย มักจะเห็นผู้หญิงมากกว่า ทำให้ผมคิดว่า งานในอิตาลี หรือหลายๆ ประเทศในยุโรปคงจะหายาก งานเสิร์ฟจึงเป็นงานที่มีรายได้ดี จึงมีคนแย่งกันทำ และผู้ชายเข้ามาทำกันมาก และไม่ใช่เป็นงานชั่วคราวเพื่อรองานอื่น แต่เป็นอาชีพที่ &#8220;พ่อบ้าน&#8221; ทำกันเป็นงานประจำ ผมนึกต่อไปถึงญี่ปุ่น ผมเคยเห็นผู้ชายอายุมากทำงานเป็นคนนั่งเฝ้าสถานที่อาบน้ำร้อนของผู้หญิง อุทาหรณ์เรื่องนี้ คือ แรงงานที่สำคัญถูกใช้ไปทำงานที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่ามากนักทางเศรษฐกิจ อาจบ่งบอกว่า ในระยะยาว ประเทศ อาจจะไปไม่ได้ไกลมากนัก จากจุดที่เป็นอยู่ ผมเองก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงอิตาลีหรือยุโรป ทำงานอะไรเป็นหลัก หรืออยู่มากในภาคไหนของเศรษฐกิจ เรื่องที่สอง ก็คือ คนแจวเรือกอนโดลา ที่เมืองเวนิส เรือกอนโดลา เป็นเรือโบราณที่นักท่องเที่ยวใช้นั่งชมเมือง เป็นเรือที่ใช้คนพาย แต่สิ่งที่ผมทึ่ง ก็คือ ค่าจ้างของคนพายเรือ ในเวลาครึ่งชั่วโมงของการให้บริการ คนพายเรือคิดค่าบริการตกเป็นเงินไทย 4,000-5,000 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=580&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผมเพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวที่อิตาลีและอังกฤษ และก็เช่นเคย ผมมีข้อสังเกตจาก สิ่งที่พบเห็น</strong></p>
<p>เรื่องแรก คือ ผมเพิ่งตระหนักว่า พนักงานบริการ เช่น พนักงานเสิร์ฟอาหารตามภัตตาคารโดยเฉพาะในอิตาลี ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายอายุ 30-40 ปี ที่เป็นผู้หญิงมีน้อยมาก ทำให้ผมแปลกใจ เพราะบ้านเรา หรือแถบเอเชีย มักจะเห็นผู้หญิงมากกว่า ทำให้ผมคิดว่า งานในอิตาลี หรือหลายๆ ประเทศในยุโรปคงจะหายาก งานเสิร์ฟจึงเป็นงานที่มีรายได้ดี จึงมีคนแย่งกันทำ และผู้ชายเข้ามาทำกันมาก และไม่ใช่เป็นงานชั่วคราวเพื่อรองานอื่น แต่เป็นอาชีพที่ &#8220;พ่อบ้าน&#8221; ทำกันเป็นงานประจำ ผมนึกต่อไปถึงญี่ปุ่น ผมเคยเห็นผู้ชายอายุมากทำงานเป็นคนนั่งเฝ้าสถานที่อาบน้ำร้อนของผู้หญิง</p>
<p>อุทาหรณ์เรื่องนี้ คือ แรงงานที่สำคัญถูกใช้ไปทำงานที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่ามากนักทางเศรษฐกิจ อาจบ่งบอกว่า ในระยะยาว ประเทศ อาจจะไปไม่ได้ไกลมากนัก จากจุดที่เป็นอยู่ ผมเองก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงอิตาลีหรือยุโรป ทำงานอะไรเป็นหลัก หรืออยู่มากในภาคไหนของเศรษฐกิจ</p>
<p>เรื่องที่สอง ก็คือ คนแจวเรือกอนโดลา ที่เมืองเวนิส เรือกอนโดลา เป็นเรือโบราณที่นักท่องเที่ยวใช้นั่งชมเมือง เป็นเรือที่ใช้คนพาย แต่สิ่งที่ผมทึ่ง ก็คือ ค่าจ้างของคนพายเรือ ในเวลาครึ่งชั่วโมงของการให้บริการ คนพายเรือคิดค่าบริการตกเป็นเงินไทย 4,000-5,000 บาท คร่าวๆ ถ้าทำ วันละ 4-5 เที่ยว โดยเฉลี่ยได้เงินวันละ 20,000 บาท เดือนหนึ่งถ้าทำสัก 20 วัน ก็จะมีรายได้ถึงเดือนละ 4 แสนบาท ถ้าเป็นคนไทยรายได้ขนาดนี้ คงต้องเป็นคนระดับซีอีโอของบริษัท ผมเชื่อว่าอาชีพนี้คงมีการสงวนไว้เฉพาะแต่คนท้องถิ่นเท่านั้นที่ทำได้<br />
ความเชื่อของผมเรื่องนี้ คือ รายได้ของคนแจวเรือกอนโดลา ซึ่งผมดูแล้ว ไม่ได้มีทักษะพิเศษอะไร แต่ได้ผลตอบแทนสูงมาก เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานหนักเท่าๆ กันในเมืองไทย หรือประเทศแถบเอเชียส่วนใหญ่ แสดงว่า คนส่วนใหญ่ในเมืองนี้ คงได้เงินเดือนที่สูงมากเมื่อเทียบกับงานที่ทำ แต่ถ้าถามว่า ทำไมนักท่องเที่ยวยอมจ่าย คำตอบ คือ เมืองเวนิส เป็นเมืองสุดยอดที่น่าเที่ยวเมืองหนึ่งของโลก ผมหรือคนจำนวนมากจึงยอมจ่าย เพื่อโอกาสอันพิเศษสุดนี้ ถ้าเปรียบไป คนเอเชียหรือคนเมืองอื่นที่มาเที่ยวเวนิส หรืออีกหลายๆ เมืองในอิตาลี หรือในยุโรปยอมทำงานหนักและงานที่ใช้ความสามารถสูง เพื่อจะผลิตสินค้ามาให้คนเวนิสใช้เต็มที่ โดยที่คนเวนิสอาจตอบแทนด้วยการให้คนเหล่านั้นมาพักและนั่งเรือกอนโดลาที่พายโดยคนเวนิสปีละครั้ง ดูไปแล้วไม่ใคร่ยุติธรรม แต่ผมก็ไม่รู้ว่าการแลกเปลี่ยนแบบนี้จะดำรงอยู่ไปได้นานเท่าไร<br />
เรื่องที่สาม ที่น่าแปลกใจ คือ ห้าง สินค้าแบรนด์เนมหรูหลุยส์วิตตอง ในกรุงลอนดอน พบว่า ลูกค้าต้องเข้าคิวรอเข้าชมสินค้า เพราะเขาจำกัดจำนวนลูกค้าเข้าชมและซื้อสินค้า แต่สิ่งที่น่าทึ่ง คือ 80-90% ของคนที่อยู่ในร้านและรอคิวอยู่ เป็นคนหน้าตาแบบ เอเชีย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว สินค้าของหลุยส์วิตตอง เราทราบดีว่าราคาสูงกว่าต้นทุนมาก เรียกว่าทำกำไรให้กับเจ้าของมหาศาล และผมเชื่อว่า ผลิตในแถบเอเชียด้วยต้นทุนต่ำมาก และขายให้คนเอเชียในราคาสูงมาก เปรียบไปแล้วเหมือนกับว่า คนเอเชียต้องทำงานหนัก เพื่อผลิตสินค้าให้คนยุโรปใช้ แล้วกลับไปขอแบ่งสินค้าบางส่วนกลับมา พร้อมกับความยินดีที่ได้สินค้ามีชื่อเอามาอวดเพื่อนที่บ้าน<br />
พูดถึงสินค้าแบรนด์เนม ในระหว่างที่อยู่อังกฤษ ผมได้ข่าวว่าบริษัทผู้ผลิตและขายสินค้าแบรนด์ดังอย่างปราด้า ซึ่งเป็นเจ้าของยี่ห้อมิวมิว กำลังขายสินค้าดีระเบิดในเอเชีย หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าคนเอเชีย เห่อซื้อสินค้าแบรนด์เนมดังๆ แบบเดียวกับคนอังกฤษเข้าห้างไพร์มมาร์ค ซึ่งเป็นห้างขายสินค้าแฟชั่นราคาถูกคุณภาพดีกลางกรุงลอนดอน ผมฟังแล้วเกิดความรู้สึกว่า บางทีโลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงไป คนอังกฤษและคนยุโรปกำลังหันมาซื้อสินค้าราคาถูกคุณภาพใช้ได้ ส่วนคนเอเชีย ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นมากให้กับคนยุโรปเพื่อซื้อสินค้าแบรนด์เนมเพื่อ &#8220;หน้าตา&#8221;  ผมก็ไม่รู้ว่าแนวทางธุรกิจแบบนี้ จะไปได้นานแค่ไหน ถ้าให้เดาจากคิวของลูกค้าร้านหลุยส์วิตตอง ผมคิดว่าคงไม่เร็วนักที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้<br />
จากเหตุการณ์ 3 เรื่องนี้ ผมเองสรุปว่า ยุโรปวันนี้ น่าจะเป็นยุโรปที่กำลัง &#8220;ตกดิน&#8221; มาตรฐานความเป็นอยู่ที่ยังสูงมากวันนี้ ดูเหมือนกำลังหยุดนิ่งและค่อยๆ ลดต่ำลง คนทำงานน้อยลง คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ทำงาน นั่นคือ ตกงาน และไม่ได้ทำงานที่ใช้ทักษะสูงนัก จำนวนมากทำงานบริการพื้นๆ ที่คนเอเชียทำได้ดีไม่แพ้กัน<br />
สิ่งที่ทำให้ยุโรปยังดำรงความโดดเด่น คือ ยุโรปมีประวัติศาสตร์ยาวนานและยิ่งใหญ่ มีโบราณสถานที่ทำให้คนมาท่องเที่ยว และยอมจ่ายเงินแพงมาก และยัง &#8220;ผูกขาด&#8221; เรื่อง &#8220;การเป็นผู้มีรสนิยมสูง&#8221; ผ่านสินค้าแบรนด์หรูระดับโลก สองสิ่งนี้ มีส่วนสำคัญที่ช่วยรักษาสถานะการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงของยุโรปไว้ การที่ยุโรปจะก้าวหน้าหรือโตต่อไป ดูแล้วน่ายากเหลือเกิน พื้นฐานสำคัญจริงๆ ของการมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สูงได้จริงๆ ในโลกที่เป็นโลกาภิวัตน์ ก็คือ คุณต้องทำงานหนักและเป็นงานที่มีคุณค่าสูง<br />
พูดมาเสียยาว ถ้าจะถามว่านี่จะมีอะไรเกี่ยวกับการลงทุนหรือเปล่า? คำตอบของผม คือ คงเกี่ยวบ้างในแง่วิเคราะห์สถานการณ์ยุโรป ที่กำลังประสบกับปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจรุนแรงช่วงนี้ ในความคิดของผม คนยุโรป น่าจะใช้ชีวิตที่สูงกว่าความสามารถของตนมานานโดย ผ่านการกู้หนี้ หรือ &#8220;ยืมอนาคตมาใช้&#8221; แต่อนาคตที่ว่านั้น ดูเหมือนว่าจะไม่มีอยู่จริง ยุโรปจึงต้องลดมาตรฐานความเป็นอยู่ลง<br />
นี่คือ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้น อาจผ่านสิ่งที่เรียกว่า &#8220;วิกฤติเศรษฐกิจ&#8221; ผมพูดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมกำลังทำนายว่ากรีซจะ &#8220;ไปไม่รอด&#8221; หรืออิตาลีจะต้องประสบภาวะวิกฤติเร็วๆ นี้ บางทียุโรปอาจลดมาตรฐานการดำรงชีวิตลงอย่างช้าๆ เทียบกับคนเอเชียได้ โดยไม่ต้องผ่านวิกฤติเศรษฐกิจ ผมเชื่อว่า ยุโรป กำลังตกดิน และจะไม่กลับมายิ่งใหญ่อีกในชั่วอายุของเรา</p>
<p>โดย: ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร<br />
credit:  http://bit.ly/poOhqs</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/entaneer.wordpress.com/580/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/entaneer.wordpress.com/580/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/entaneer.wordpress.com/580/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/entaneer.wordpress.com/580/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/entaneer.wordpress.com/580/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/entaneer.wordpress.com/580/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/entaneer.wordpress.com/580/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/entaneer.wordpress.com/580/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/entaneer.wordpress.com/580/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/entaneer.wordpress.com/580/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/entaneer.wordpress.com/580/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/entaneer.wordpress.com/580/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/entaneer.wordpress.com/580/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/entaneer.wordpress.com/580/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=entaneer.wordpress.com&amp;blog=13642458&amp;post=580&amp;subd=entaneer&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://entaneer.wordpress.com/2011/10/18/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/a8b85e1c3dc4d21567e01a636a220991?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">entaneer</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
